วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์ไทยโพสต์

พม่ารู้ทางที่ต้องเดิน แต่ไทยยังไร้ทางออก
สภาพม่าผ่านร่างกฎหมาย การลงทุนจากต่างชาติฉบับใหม่เมื่อวานนี้(7 ก.ย.) ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่นักลงทุนจากต่างชาติ
  รวมทั้งนักธุรกิจไทยเฝ้ารอคอยมานาน แม้ที่ผ่านมา การลงทุนอาจจะไม่มีข้อกฎหมายที่ชัดเจน แต่นักลงทุนมักจะเข้าไปร่วมกับรัฐบาลทหารของพม่า ดังนั้นหากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ก็หมายความว่าพม่าจะเปิดรับการลงทุนต่างชาติโดยมีกฎหมายคุ้มครองและมีกติกาการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งหากย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในพม่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว
 หากย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้ประกาศจะปฏิรูปหลายด้าน ต่อมามีการจัดการเลือกตั้ง และพม่าได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากพลเรือน ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุครัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศมาร่วม 50 ปี  หลังจากเปิดโอกาสทางการเมืองในประเทศ พม่าได้เปิดรับบริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆมากขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าพม่ากำลังเร่งปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง และหากยังดำเนินนโยบายเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองครั้งใหญ่อีก 1-2 ปี พม่าจะไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้
 คนไทยจำนวนไม่น้อยมองพม่าหรือเพื่อนบ้าน ด้วยสายตาดูถูกเมื่อเทียบกับการพัฒนาของไทย บางคนถึงกับพูดว่ากว่าจะพัฒนาทันประเทศไทยต้องใช้เวลา 20-30 ปี แต่จากที่เห็นการเปลี่ยนในพม่าในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมากจากภาพที่มีการประท้วงและทหารกวาดล้างกลางเมืองหลวงเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งขณะนี้เราเห็นพม่าเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังในแทบทุกด้านที่เห็นว่ามีความจำเป็น รวมทั้งการยกเลิกปิดกั้นข้อมูลข่าวสารด้วยการเปิดรับนักท่องเที่ยวและสื่อเข้าประเทศอย่างเสรี
 หากดูการเปลี่ยนแปลงในพม่า แล้วย้อนกลับมาดูสังคมไทย เราอาจจะเห็นว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงนั้น สังคมไทยแทบจะไม่มีการปฏิรูปกฏกติกาทางสังคมการเมืองใดๆเลย บางคนถึงกับบอกว่าสังคมไทยได้หยุดนิ่งในการพัฒนาแทบทุกด้าน แม้แต่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานก็หยุดไปด้วย เนื่องจากคนไทยมัวแต่มายุ่งกับความขัดแย้งทางการเมือง และความขัดแย้งนี้เองก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าของประเทศ
 ความขัดแย้งทางการเมืองทำให้การเปลี่ยนแปลงของประเทศแทบจะหยุดนิ่ง ในขณะที่โลกภายนอกเกิดการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังจะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับการเมืองนั้นจะพบว่ามีอยู่ไม่กี่เรื่อง อาทิ ความเคลื่อนไหวของอดีตผู้นำบางคนในต่างแดน ความขัดแย้งระหว่างคนสีนั้นกับสีนี้ เป็นต้น แม้แต่การพูดคุยของคนไทยในชีวิตประจำวันก็มักจะมีเรื่องเหล่านี้เข้ามาเป็นประเด็นเสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่าเราแทบไม่เปลี่ยนแปลงต่อประเด็นปัญหาของประเทศเลย
 หากเราดูเพื่อนบ้านอย่างพม่า และที่เราดูถูกว่าเขาล้าหลังกว่าไทย แต่เราก็ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแทบทุกวัน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการพัฒนาประเทศ ในขณะที่เราเองแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงใดๆเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นว่ากรณีของพม่านั้น ผู้นำทางการเมืองเขารู้ว่าประเทศต้องการอะไรและจะพัฒนาไปทางไหน แต่ผู้นำทางการเมืองเรายังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำพาประเทศไปอย่างไร นอกจากปล่อยไปตามกระแสโลก เมื่อไม่รู้ว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร อาจเป็นคำตอบว่าการเมืองไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วง 4-5 ปี

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะร์เดลินิวส์

เมื่อ"น้องน้ำ"ไหลมาสนามผู้ ว่าฯก็คึกคัก
กลายเป็นคำถามที่ตามหลัง น้องน้ำมาติด ๆ ว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของ  คนเมืองหลวงซึ่งจะมีขึ้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันจากพรรคประชาธิปัตย์ ครบวาระการทำหน้าที่ในวันที่ 10 มกราคมปีหน้า จะมีใครเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งบ้าง   
โดยเฉพาะจาก 2 พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
   
ในกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ แม้
คุณชายหมูหรือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะประกาศตัว ป้องกันแชมป์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนออกมาให้เห็น   
อาจจะเป็น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ หรือไม่ก็ได้ แต่เหตุผลหลักของการที่ไม่มีความชัดเจน ประการสำคัญน่าจะอยู่ที่การประเมินว่า
คู่แข่ง อย่างพรรคเพื่อไทยจะส่งใครลงสมัครมากกว่า   
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหว
สนามเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน หลังจัดอบรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทางการเมืองเรื่อง ยุทธศาสตร์การลงพื้นที่ในส่วนของภาค กทม.   
หลัก ๆ ของงานนี้ก็คือการเตรียมความพร้อมเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
     
ก่อนที่ไปสู่นโยบาย สิ่งที่สังคมอยากรู้คือ ใครจะเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในส่วนของพรรคกันแน่
   
เต็งหนึ่งของงานนี้ คงเป็นใครไม่ได้นอกจาก
คุณหญิงหน่อยหรือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ประกาศตัวตั้งแต่พ้นโทษการเมือง 5 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ขอเว้นวรรคในตำแหน่งรัฐมนตรี   
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า หรือคุณหญิงหน่อยจะมองไกลไปกว่านั้น ซึ่งนั่นน่าหมายถึงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.
   
ในอดีตที่ผ่านมายังไม่เคยมี ผู้ว่าฯ กทม.ผู้หญิงมาก่อน
   
ใช่แต่คุณหญิงสุดารัตน์ ยังมีชื่อคนอื่นที่น่าสนใจอีกมากมาย
   
เห็นว่ามีชื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง
, ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.   
ที่วันนี้ยังไม่ได้
คำตอบน่าจะเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยมองว่า ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่สามารถเชื่อได้อย่างแน่นอนว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะลงสมัครอีกสมัย   
สถานการณ์วันนี้จึงเป็นการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง เชื่อว่าในระยะหลังจากนี้จะมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างยิ่ง
   
สนามเมืองหลวงครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองอย่างยิ่ง สำหรับพรรคเพื่อไทยแล้ว
ไม่ได้ก็ไม่เสียหาย เพราะอย่างไรความเป็นรัฐบาลก็ยังคงอยู่ แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ สนามแห่งนี้คือที่มั่นทางการเมืองด่านสุดท้าย   
เพื่อไทย
แพ้ได้ แต่ประชาธิปัตย์ ห้ามแพ้เด็ดขาด   
นี่จึงเป็น
ที่มา ของความเคลื่อนไหวที่ว่า ทำไมจึงไม่รีบร้อนเปิดตัวผู้ลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. กันตั้งแต่ไก่โห่.

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

เปลวสีเงิน

อะไรคือ 'หลักบริหาร' รัฐบาลนี้?
"อย่าบอกว่า 'เด้ง' สิคะ"!
   
นี่คือ "ยิ่งลักษณ์" ผู้เป็นนายกฯ ระริกพ้อ เมื่อถูกนักข่าวถามถึงการย้าย "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ" จากเลขาฯ ป.ป.ท.ไปเป็นรองปลัดยุติธรรม ท่ามกลางสังคมครหา "เพราะ พ.ต.อ.ดุษฎีตรวจสอบทุจริตเงินเยียวยาน้ำท่วมของรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ใช่ไหม?"
   
ครับ...เป็นนายกฯ มาครบปี ผมให้ "สอบผ่าน" ตำแหน่งนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศก็อีตรงนี้เอง ตรงที่เธอเข้าใจด้วยชัดเจนช่ำชองในคำว่า "เด้ง" นั่นแหละ

   
นอกจากราย พ.ต.อ.ดุษฎีแล้ว จาก ครม.วานนี้ (๔ ก.ย.๕๕) มีการเด้งขึ้น-เด้งลงอีกหลายตำแหน่ง ในหลายกระทรวง ที่จับตาลีลาเด้งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์กันมาก ก็ที่มหาดไทย ปรากฏว่า เด้ง "ใต้ตีนทักษิณตั้ง" ไม่กระดิกไปทางไหน
   
ตั้งแต่ตำแหน่ง "ปลัดมหาดไทย" ไปเลยทีเดียว!
   
ก็นับเป็นเกียรติแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูลกันดีนะครับ ขอให้จำเริญ..จำเริญ..ในหน้าที่ราชการงานรัฐบาลแดงกันถ้วนทั่วหน้า ให้สมกับที่บินไปซบใต้เกือกซาบซ่ากันมาแล้วถึงฮ่องกงโน่นเถิด
   
พ.ต.อ.ดุษฎี เลขาฯ ป.ป.ท.(เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) ไม่นิยมการเป็นข้าราชการใต้ตีนทักษิณตั้ง ก็เลยตกอยู่ในสภาพ "ถวิล ๒" กลายๆ
    "
ถวิล ๑" ถูกเด้งจากเลขาฯ สมช.ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ

    "
ถวิล ๒" พ.ต.อ.ดุษฎี ถูกเด้งจากเลขาฯ ป.ป.ท.ไปเป็นรองปลัดยุติธรรม

   
ใครจะเป็นข้าราชการตงฉินรายต่อไป ที่ไม่ยอมสยบให้กับระบบบูรณาการโกง แล้วจะถูกเด้งมาเป็น ถวิล ๓ ถวิล ๔ ถวิล ๕ ก็ค่อยดูกันไป เพราะผมเชื่อ
    "
กรุงรัตนโกสินทร์ย่อมไม่สิ้นข้าราชการที่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน" อีกแน่ๆ!
   
พูดถึง พ.ต.อ.ดุษฎี ในขณะที่ ครม.ประชุมเด้งท่านไปขึ้นหิ้ง ตัวท่านอยู่โน่น...นั่ง ฮ.เหินหาวไปกับ "นายโชติ ตราชู" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไปบินสำรวจการบุกรุกป่าสงวนฯ และอุทยานแห่งชาติแถวๆ จังหวัดเลย ชัยภูมิ
   
เพราะนโยบาย "งกเอาแต่ได้" ของไอ้งั่ง สนับสนุนให้ปลูกยางพาราชนิดไม่ลืมหู-ลืมตากันทั่วประเทศ ยุคทักษิณนั่นแหละ ทั้งชาวบ้าน ทั้งนายทุน ทั้งนักการเมือง และทั้ง ๓ ฝ่ายบูรณาการกันบุกรุก หักร้างถางป่าสงวนฯ-อุทยานแห่งชาติ เอาที่ดินไปปลูกยางกันเป็นแสนๆ ล้านๆ ไร่

   
วันนี้....บินแล้ว แลไปทางไหน เห็นแต่เขาหัวโล้น โพลนไปหมด!

   
ไม่ว่าป่าสงวนฯ-อุทยานแห่งชาติแถวๆ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ป่าภูผาขาว ภูผายา ภูหลวง จังหวัดเลย ป่าภูหอ ป่าภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ ทั้งปล่อย ทั้งสมคบกันบุกรุกจนยับเยิน-ยับย่อย สูญสิ้นสภาพป่าสมบูรณ์เกือบหมด เห็นแล้วก็สมน้ำหน้า

    "
หมดป่า น้ำมาท่วมเมือง"!
   
นี่ถ้าผมเป็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นอกจากไม่ยอมแล้ว ต่อให้หัวเด็ดตีนขาด ก็จะไม่กล้าเด้ง พ.ต.อ.ดุษฎีไปไหน เพราะนอกจากสมาร์ต แมน แอนด์ แฮนด์ซัม หล่อขั้นเทพแล้ว ยังเป็นข้าราชการทำงานตงฉิน ไล่จับ ไล่ตรวจสอบการโกง-กินของพวกข้าราชการและนักการเมืองยุคนี้-วันนี้
   
ชนิดไม่เกรงบารมี "แดงทั้งแผ่นดิน" หน้าไหน!
   
นับเป็นข้าราชการที่สนองนโยบายปราบคอรัปชั่น อันเป็น ๑ ใน ๑๖ นโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเป็นอย่างดี และทั้งที่ไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไว้ ด้วยการจัดงานปราบคอรัปชั่น แล้วแอคชั่นเปิดที่เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อ ๑๘ สิงหา
   
เลขาฯ ป.ป.ท.ทำงานอันคนอื่นทำได้ยาก และไม่กล้าทำ โดยเฉพาะการตรวจสอบโครงการทุจริตงบฉุกเฉินจากเหตุภัยพิบัติ ๖ จังหวัดในภาคอีสาน เช่นถนนหนทางจากงบ ๑.๒ แสนล้าน และจากงบบริหารน้ำ ๓.๕ แสนล้าน ปรากฏว่า แตะตรงไหนก็พบ "บูรณาการโกง" ตรงนั้น
   
แทนที่จะเป็นความดี-ความชอบ ทำดีแล้วทำต่อไป แต่ที่ไหนได้...ดี-เด่น-ดัง นักรึ
    "
เด้ง" มันไป ภายใน ๓ วัน ๗ วันซะเลย!?
   
ก็ให้รู้ว่าไผเป็นไผ อันพวกผู้รับเหมาก่อสร้าง ทำถนน ถมอิฐ ถมหิน ถมดิน ถมทราย ขายของหากินกับรัฐ มีจังหวัดไหนบ้างล่ะที่ไม่ใช่อาชีพของพวกท่าน ส.ส.เค้า
?
   
ยิ่งไปตรวจจับที่ หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ ขอนแก่น ชัยภูมิ เลย อีกตั้ง ๓-๔ วันถึงจะถูกย้าย นั่นนับว่ารัฐบาลที่เน้นปราบคอรัปชั่น เค้าเมตตาท่านเลขาฯ ป.ป.ท.มากแล้วนะเนี่ย!

   
เจอท่านนายกฯ ก็กราบอก-กราบตักขอบพระคุณท่านซะ!
   
สำหรับรองนายกฯ ไวต์ไลน์ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" นั่นน่ะ ผมว่าขมุกขมอมเหมือนแมวคราว แถมทำรัฐบาลใกล้พังมิพังแหล่ด้วย "โกหกสีขาว"
   
ขนาดประธานหอการค้าไทย-แคนาดา "นายปีเตอร์ เจ. แวนฮาร์เรน" บอกว่า ปัญหาใหญ่ของไทยที่หนักมากๆ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ การคอรัปชั่น กับการพูดไม่จริง
     
คนทั้งโลกบอกว่า "กิตติรัตน์ควรออกไป" แต่ยิ่งลักษณ์กลับทำให้เห็นคล้ายบอกว่า "นี่กล่องดวงใจของชั้น โต้งโกหกคนทั้งโลก แต่โต้งไม่โกหกปูใช่มั้ยค้าาาา?"
   
อ้าว...หวิดลืมเรื่องที่จะพูด คือพูดถึงการถูกเด้งสนองการทำงานปราบคอรัปชั่นของรัฐบาล ขณะเด้งกันอยู่ใน ครม. เจ้าตัวคือ พ.ต.อ.ดุษฎีอยู่บน ฮ.กลางหาว และท่านบอกกับนักข่าวว่า

    "
ที่ผมเลือกนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินสำรวจในวันนี้ เพราะต้องการรับรู้บรรยากาศและความรู้สึกของการ 'ถูกเด้งกลางอากาศ' ว่าเป็นอย่างไร เมื่อทราบข่าวก็รู้สึกสบายดี เฉยๆ สำหรับผม โดนย้ายปีเว้นปีอยู่แล้ว มีคนผลัดกันมาให้กำลังใจและแสดงความยินดีเป็นอย่างนี้อยู่เสมอ แต่ยืนยันว่ายังมีหัวใจดวงเดิม อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ชีวิตการทำงานทุกตำแหน่งไม่เคยมีใครตามมาด่าลับหลัง มีแต่คนขอติดตามมาทำงานด้วย หลังจากนี้พร้อมทำงานทุกตำแหน่ง ไม่เคยคิดท้อแท้"
   
นี่..."ข้าราชการของแผ่นดิน" มันต้องอย่างนี้ ไม่ต้องพร่ำเพ้อพูดอะไรกันมาก ท่านเป็นอีกคนหนึ่งครับที่ประเทศไทยต้องการ และพี่น้องคนไทยภูมิใจความเป็น "ข้าราชการ" ในตัวท่าน อันนับวันจะหาได้ยากยิ่งจากข้าราชการ "ลอยตามน้ำ" ทั้งหลายใน พ.ศ.นี้!
   
การไปสุ่มตรวจการใช้เงินงบฉุกเฉินในเหตุภัยพิบัติ ๖ จังหวัดภาคอีสานเร็วๆ นี้ของ พ.ต.อ.ดุษฎี ในฐานะเลขาฯ ป.ป.ท. ท่านทั้งหลายคงทราบจากข่าวที่ครึกโครมไปแล้ว สุ่มตรงไหน-เจอทุจริตตรงนั้น นี่คือการใช้งบ ๑.๒ แสนล้านของรัฐบาลที่ "ปกปิด" รายละเอียดในการใช้จ่ายต่อสภาฯ
   
ต้องเรียกว่า "งบแบ่งกันแดกด่วน" ยิ่งฝนตก น้ำท่วม เกิดภัยพิบัติมากเท่าไหร่ พวกนี้ยิ่งชอบใจ เพราะจะได้ "แดกด่วน" ด้วยวิธีพิสดารกันอ้วนพี
   
ภาคอีสาน แดนเมืองหลวงของ "แดงทั้งแผ่นดิน" ตามที่ทักษิณประกาศ มีการเบิกจ่ายงบไปมากที่สุด แต่ละโครงการก็อ้างกันว่า "จำเป็นเร่งด่วน" ดังนั้น ไม่ต้องจัดซื้อ-จัดจ้างตามระบบราชการ ชี้นิ้ว-นับนิ้ว สั่งการเอากันเลย
   
มันชัด....นี่คืออาหารโอชะของพวก "โจรเสื้อนอก" เค้าโดยตรง!
   
บางถนนยังดี ไม่พัง-ไม่ชำรุด มันก็เขียนโครงการเบิกงบซ่อม ไอ้ที่ต้องซ่อม ไม่ลอก ไม่บด ไม่ทับ ไม่อัด ราดยางทับหน้าแม่งมันไปเลย วัสดุที่ใช้ก็ไม่ได้มาตรฐาน สัญญามีอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ก็สมคบกันผ่านงานเบิกเงินไปกินกัน
   
บางจังหวัดฟาดหัวคิวถึง ๔๐%!?
   
พ.ต.อ.ดุษฎีสุ่มตรวจพบ แทนที่นางนายกฯ จะขอบอก-ขอบใจ สั่งเข้มงวด ตรวจจับไอ้ตัวกังฉินกินงบ ๑.๒ แสนล้าน และ ๓.๕ แสนล้าน ให้สมกับที่ให้สัตยาบันต่อรัฐสภาว่าจะปราบคอรัปชั่น และให้พ.ต.อ.ดุษฎี ซึ่งทำดีอยู่แล้ว ลุย...เดินหน้า ตรวจจับพวกโกง-กินต่อไป

   
แต่ปรากฏว่า..."เด้งแล้วค่ะ"!
   
ไม่มีคุณสมบัติอะไรคู่ควรกับการเป็นผู้นำบริหารประเทศเลยจริงๆ ไม่หวังว่าเธอจะมีความอายแล้วลาออกหรอก แต่หวังว่าประเทศไทยไม่ไร้เท่าใบพุทรา ในความเป็น "ผู้นำหญิง" นี่แหละ ก็น่าจะหาหญิงที่ความคิดมี "ยาง" อย่างเมียหมอเหวง หรือนางดานั่นก็ได้
   
มาเป็นนายกฯ แทน!

วสิษฐ เดชกุญชร

วสิษฐ เดชกุญชร "การแต่งตั้งตำรวจ: อัปยศไม่รู้จบ"
 ถึงแม้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ ข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แทนนายกรัฐมนตรี จะออกมาแถลงยืนยันว่า การประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเมื่อวันพุธที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นการแต่งตั้งที่ "เรียบร้อย ถูกต้อง ชอบธรรม" และที่สำคัญที่สุดตั้งแต่ตนมาอยู่ (ในฐานะประธาน ก.ตร.) ตำรวจไม่ต้องเสียเงิน เสียทอง และตำรวจยุคนี้เป็นตำรวจที่มีฝีมือจริง ฯลฯ แต่ก็คงไม่มีใครเชื่อถ้อยแถลงของรองนายกฯ รัฐมนตรีผู้นี้นัก

เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการประชุม ก.ตร.นัดที่กล่าว ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนถึง 6 นาย ไม่ยอมร่วมและเดินออกจากที่ประชุม คนหนึ่งคือ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ได้เปิดเผยเหตุผลแก่ผู้สื่อข่าวว่า การเสนอชื่อนายตำรวจเพื่อให้ที่ประชุม ก.ตร.พิจารณา หลายรายมีคุณสมบัติ ไม่เหมาะสม และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ บางรายมีการปรับเปลี่ยนชื่อ "แบบกะทันหัน" ในที่ประชุม และแม้ตนจะอภิปราย (ไม่เห็นด้วย) แล้วก็ไม่ได้ผล จึงออกจากที่ประชุม

นอกจาก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 นายแล้ว ยังมีก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 นาย ขาดประชุม แต่ก็ยังเหลือกรรมการโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิอีกครบองค์ประชุม การประชุมจึงดำเนินต่อไปได้จนถึงที่สุด

เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งตำรวจนี้ ผมได้เคยเขียนแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว หลายครั้งหลายหน และในสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยได้รับมอบหมาย ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเคยเสนอและนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้วางหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย

แต่ปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจก็ยังมีอยู่ ที่น่าสังเกตสำหรับคราวนี้ก็คือ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 นาย ที่ไม่ร่วมประชุมและเดินออกจากที่ประชุมนั้น 5 นาย เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ยศ พล.ต.อ.และ พล.ต.ท. เคยดำรงตำแหน่งสูงและสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนอีกผู้หนึ่ง (รศ.ร.ต.อ.สรพลจ์ สุขทรรศนีย์) ก็เคยรับราชการตำรวจเช่นเดียวกัน

นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในราชการมาหลายสิบปีนั้น ย่อมยังมีผู้ที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาและยังอยู่ในราชการไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้น ก็คงจะพอมีข้อมูลส่วนตัว รู้ว่าใครเป็นใคร มีหรือไม่มี ฝีไม้ลายมือมากน้อยเพียงไหน

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางคนคงมีอคติเข้าข้างลูกน้องเก่าของตนอยู่บ้างเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงอาจไม่เห็นด้วยกับการที่ลูกน้องเก่าของตน ไม่ได้รับการเสนอชื่อและพิจารณาแต่งตั้ง

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจจึงกลายเป็นผลของการต่อสู้ และต่อรองกันระหว่างปลอกคอ ที่ตำรวจใหญ่น้อยรู้ดี ทำให้ในการแต่งตั้งทุกครั้ง แม้ตำรวจที่มีฝีมือก็วางใจไม่ได้ ต้องใช้ฝีตีน (วิ่งเต้น) หาปลอกคอหรือผู้สนับสนุนทุกรายแทบไม่มีข้อยกเว้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผลของการแต่งตั้งแบบนี้เสียหายร้ายแรงแก่ขวัญกำลังใจและเกียรติภูมิของตำรวจดีๆ เพียงใด ตำรวจบางคนถึงกับไม่สนใจหรือทิ้งงานประจำในหน้าที่ แล้วเอาเวลาราชการ ไปเกาะขารับใช้นาย (หรือเมียนาย) แล้วก็มักจะได้ผล คือพอถึงฤดูการแต่งตั้งเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็ได้รับการพิจารณาก่อนหรือเหนือคนอื่น

ส่วนที่รองนายกรัฐมนตรีคุยว่าตำรวจไม่ต้องเสียเงินเสียทองในการแต่งตั้งนั้น ก็อาจเป็นความจริงในกรณีของท่าน แต่ใครจะไปรู้ว่าคนอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการเลือก และเสนอชื่อตำรวจเพื่อรับการแต่งตั้งนั้น จะไม่แบมือรับเงินใต้โต๊ะหรือบนโต๊ะ หน้าบ้านและหลังบ้าน เพื่อแลกกับการใส่ชื่อของตำรวจลงในบัญชีที่ไปสู่การพิจารณาของ ก.ตร.

การแต่งตั้งตำรวจทุกยุคทุกสมัยจึงไม่พ้นครหาว่าไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ (หรือไม่มีใคร คิดจะตรวจสอบ) และน่าเชื่อว่ามีทุจริตหรือคอร์รัปชั่น

ที่จริง ก.ตร.วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งเอาไว้นานแล้ว แต่ดูเหมือนว่านอกจาก ก.ตร.เองจะไม่สนใจในหลักเกณฑ์แล้ว ในหลายกรณีที่ผ่านมา ก.ตร.ยังยอมอนุมัติให้ยกเว้นไม่ใช้ หลักเกณฑ์เสียด้วย



ผมเชื่อว่าในการพิจารณาแต่งตั้งคราวล่าสุดนี้คงมีข้าราชการตำรวจที่คิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่ไม่น้อย ในฐานะที่เป็นตำรวจนอกราชการ ผมไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้ นอกจากเห็นใจ แต่ในฐานะที่เป็นนักเขียนและได้รับโอกาสให้พูด ผมก็จะยังเขียนและพูดให้อ่าน และให้ฟัง เผื่อผู้อ่านหรือผู้ฟังที่มีอำนาจและมีใจเป็นธรรมจะรับเอาไปช่วยเหลือแก้ไขได้

ผมบอกแล้วว่าในสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็น ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งตำรวจ ในโอกาสนั้น ท่านอาจารย์ เดชอุดม ไกรฤทธิ์ อดีตนายกสภาทนายความ ซึ่งเป็นกรรมการตรวจสอบผู้หนึ่ง ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง เสนอคณะกรรมการ โดยรวบรวมประมวลกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกรณีตัวอย่างมาไว้ในหนังสือเล่มนี้ สะดวกแก่การที่จะตรวจสอบการแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชาตำรวจ ว่าเป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ และหากประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง เช่น ในการประชุมพิจารณาแต่งตั้ง (ซึ่งที่แล้วมาถือเป็นเรื่องปกปิด) หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีคำแนะนำวิธียื่นคำร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วย

คณะกรรมการตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "คู่มือการตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี (อนุสรณ์ฯ จ่าเพียร)" และในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นายกรัฐมนตรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้อนุมัติให้พิมพ์แจกตำรวจทั่วประเทศเป็นจำนวน 20,000 เล่ม หนังสือเล่มนี้คงถึงมือหรือผ่านตาตำรวจแล้วเป็นจำนวนมาก และหากผู้ใดต้องการที่จะร้องเรียน หรือฟ้องร้องเพื่อขอความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง หนังสือเล่มนี้จะใช้เป็นคู่มือได้เป็นอย่างดี

ผมขอแนะนำให้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และขอเอาใจช่วยด้วยครับ
:

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์ไทยโพสต์

แผนน้ำ3แสนล้านจุดสลบรัฐบาลยิ่งลักษณ์
  • 20 สิงหาคม 2555
ผลกระทบจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลทำงานภายใต้ความคาดหวังของสังคมว่าจะแก้ปัญหาการจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อลบภาพความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้น ทั้งเรื่องความพร้อมของโครงสร้างในการรับมือน้ำ ไปจนถึงโครงสร้างการบริหารจัดการในภาพรวม จนเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการหลายชุด
ไม่ว่าจะเป็น กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)ที่ดึงเอารุ่นใหญ่อย่าง สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา มาเป็นที่ปรึกษา หรือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่ดึงเอา วีรพงษ์ รามางกูร มาเป็นที่ปรึกษา
ตามมาด้วยการตั้งคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ซึ่งมีสุเมธเป็นที่ปรึกษาเช่นกัน และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง โดยนำข้อเสนอเรื่องน้ำทั้งหมดจาก กยน. ส่งไม้ต่อให้ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่เพิ่งตั้งขึ้นพร้อมกับ กนอช.ยึดอำนาจเด็ดขาด ผูกการจัดการน้ำทั้งหมด
ทั้งนี้ มีหน่วยงานลูก ได้แก่ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เป็นนิติบุคคลในการทำงาน ยึดสภาพการทำงานกรมชลประทานโดยสมบูรณ์แบบ ภายใต้งบประมาณมหาศาลกว่า3 แสนล้านบาท
ในเวลานั้น แม้ กยน.จะมีผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวคิดต่างๆ มากมาย แต่พอถึงขั้นตอนปฏิบัติการ ภายใต้การกุมบังเหียนของปลอดประสพกลับยังไม่มีรูปแบบชัดเจนว่าจะเดินต่ออย่างไร ขณะเดียวกันงบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาทก็โดนกลุ่มการเมืองรุมทึ้งไม่เว้นแต่ละวัน
จนในที่สุด กบอ.ก็ตัดสินใจเปิดประมูลทีโออาร์บริหารจัดการน้ำและอุทกภัยทั้งระบบ มูลค่า 3 แสนล้านบาท เพื่อระดมความคิดไปสู่การปฏิบัติจริง โดยให้กิจการร่วมค้าทั้งไทยและต่างชาติมาร่วมกันเสนอความคิดในการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ภายใต้ 8 หัวข้อ ไล่ตั้งแต่การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและดิน การสร้างอ่างเก็บน้ำ การจัดทำผังการใช้ที่ดิน การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทาน การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก การจัดทำทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) การปรับปรุงระบบคลังข้อมูล การปรับปรุงองค์กรจัดการน้ำ

ทั้งนี้ ให้เวลา 1 เดือนในการยื่นโครงการ และจะตัดสินบริษัทที่ได้รับงานในวันที่ 31 ม.ค. 2555
ที่น่าสนใจก็คือ ในกรอบแนวคิดฉบับนี้มีโครงการอย่างเขื่อนแม่วงก์ หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่มีปัญหามานานกว่า 20 ปี บรรจุเข้าไปด้วย โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ เพียงงบประมาณและพื้นที่ที่ก่อสร้างเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ฟลัดเวย์ อ่างเก็บน้ำ หรือการฟื้นฟูป่า กลับไม่ได้ระบุพื้นที่ชัดเจน และไม่มีแม้แต่การศึกษาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ หรือผลกระทบจากชุมชนรอบข้างแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน กบอ.ก็เลือกให้บริษัทที่เข้ามาออกแบบและก่อสร้าง (ดีไซน์แอนด์บิลด์) ในคราวเดียวกัน ทั้งที่มีงบประมาณมากกว่า 3 แสนล้านบาท รอให้บริษัทไทยและต่างชาติเข้ามาร่วมสังฆกรรม
ในที่สุดโครงการก็ถูกดาหน้าถล่มจากองค์กรวิชาชีพ อย่างวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย เนื่องจากกบอ. กำหนดว่าบริษัทที่เข้ารับการประมูล ต้องเคยทำโครงการของรัฐมาแล้ว ในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท หรือถ้าเป็นกิจการร่วมค้า ต้องทำโครงการไม่ต่ำกว่าบริษัทละ 2,000 ล้านบาท ทำให้ตัดโอกาสที่บริษัทไทยส่วนใหญ่จะเข้าแบ่งเค้กด้วยไปโดยปริยาย
ขณะเดียวกันก็โดนก๊อกสองเข้าอีก เมื่อต่อตระกูล ยมนาค ประธานกลุ่มวิศวกรเพื่อชาติ นำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนออกมาแฉว่าทั้งสองเคยทำเอ็มโอยูร่วมกัน โดยไทยเปิดโอกาสให้รัฐบาลจีนเข้ามาวางระบบบริหารลุ่มน้ำอย่างละเอียด ตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งจะเปิดการประมูลในวันที่ 24 ก.ค.ปีนี้ และยืนยันว่าจะให้บริษัทต่างชาติได้รับโอกาสเท่าเทียมกันในการประมูลโครงการ
...ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีน ที่คว้างานสร้างเขื่อนในภูมิภาคอาเซียนหลายเขื่อน กำลังแต่งตัวรอรับงานวางระบบน้ำในไทยอยู่
แม้เสียงวิจารณ์ของบริษัทในไทยจะไม่เล็ดลอดออกมามากนัก แต่บริษัทต่างชาติที่ตั้งใจจะเข้าร่วมโครงการนี้กลับส่ายหัว เพราะไม่มีข้อมูลโครงการต่างๆ เท่ากับบริษัทจีน
เมื่อโดนหนักเข้า ในที่สุด กบอ.ก็ออกมาแก้เกี้ยวด้วยการปรับลดวงเงินให้เหลือ 10% ของแต่ละโครงการแทน และให้ขยายเวลาจากที่ต้องยื่นข้อเสนอภายในวันที่ 24 ส.ค. เป็นวันที่ 24 ก.ย.
กระนั้นเอง ข้อสงสัยเรื่องการออกแบบและก่อสร้างที่อาจเอื้อให้เกิดการทุจริตก็ยังคงอยู่ ไม่ต่างจากเสียงที่ต้องการให้มีการศึกษา และจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำอะไรก่อนหลัง พลันนั้นเองก็มีเสียงตัดพ้อจากกรมชลประทานดังขึ้นมาใหม่เพิ่มอีกหน่วยงานหนึ่ง
ส่วนราชการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ โดยเฉพาะกรมชลประทานถูกทำลายลงและจำกัดเสียงทั้งหมด ไม่กล้าเสนอแนะอะไร พูดอยู่คำเดียวว่า ท่านรัฐมนตรีจะเอาอย่างไรก็เอา หรือแม้กระทั่งท่านธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ยังไม่กล้าพูดข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับน้ำ โดยบอกว่าอยู่ที่ กบอ. น่าเป็นห่วงว่าจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการได้อย่างไรคือคำตัดพ้อของ ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และกรรมการ กยน. เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา
สอดรับกับเสียงของ บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งรับหน้าเสื่อดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมาระบุว่า งบประมาณกรมชลประทานประจำปี 2556 ถูกตัดลงเพียบ จากที่ตั้งไว้ 4.8 หมื่นล้านบาท กลับเหลือเพียง 3 หมื่นล้านบาท โดยส่วนที่หายไปนั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลอ้างว่าควรไปอยู่ในทีโออาร์ 3 แสนล้านบาท
ทำให้บรรหารกังวลว่า กว่าโครงการของกบอ.จะเริ่มต้นและทำให้เห็นผลได้ จะต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี และทำให้ประเทศไทยยังคงเสี่ยงกับเหตุการณ์น้ำท่วมในอีก 12 ปีข้างหน้า
ไม่ว่าเสียงเตือนของบรรหารจะมาจากความจริงใจ หรือมีวาระแอบแฝง แต่ก็คือเสียงที่ตรงกับข้าราชการส่วนใหญ่ในกรมชลประทาน วสท. นักวิชาการด้านน้ำ คณะกรรมการ กยน. หรือแม้แต่เครือข่ายต้านคอร์รัปชั่น ที่รอให้รัฐบาลออกมาสางปมร้อนนี้ให้ได้ เพราะหากปล่อยให้มีบริษัทที่ได้รับการประมูลได้โครงการไป ก็ยังไม่มีอนาคตว่าระบบน้ำของประเทศจะมีรูปร่างเป็นอย่างไร
หลายคนถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า ดีไม่ดี โครงการน้ำที่หวังจะเชิดหน้าชูตาประเทศชิ้นนี้ อาจเป็นซากปรักหักพังมูลค่ามหาศาล มากกว่าอนุสาวรีย์คอนกรีตของโครงการโฮปเวลล์เสียด้วยซ้ำ
ไม่นับว่ามีอีกหลายบริษัทและองค์กรประชาสังคมที่รอฟ้องศาลปกครอง หากโครงการที่ออกมาจากบริษัทเหล่านี้ไปกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิของชุมชน
กลายเป็นว่าผลงานที่รัฐบาลคาดหวังจะเป็นตัวชูโรงอย่างการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ กลับกลายเป็นนโยบายที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด เพราะฉะนั้น หากไม่กลับไปตั้งหลักด้วยการทบทวน ศึกษาความเป็นไปได้ และจัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งหากไม่หัดรับฟังผู้มีประสบการณ์บ้าง ก็หนีไม่พ้นความหายนะของโครงการในอนาคต
ดีไม่ดีประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิบากกรรมน้ำท่วมเช่นปี 2554 อีกครั้ง และมีซากปรักหักพังเรี่ยราดไว้ให้คนไทยคอยตามเช็ด

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บทความมติชน



ประธาน วุฒิสภา มิติ แนวโน้ม ′สำคัญ′ ของ การเมืองไทย

 

ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนใหม่เพื่อแทน พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ซึ่งต้องหลุดจากตำแหน่งไปมีความสำคัญเป็นอย่างสูง

แต่การเคลื่อนไหวเพื่อชิงตำแหน่งนี้ค่อนข้างเงียบ

แม้จะมีรายชื่อ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ในฐานะเต็ง 1 แต่ก็แทบไม่มีหลักประกันอันใดให้มั่นใจ

เหตุเพราะ นายนิคม ไวยรัชพานิช เป็น ส.ว.เลือกตั้ง

หากคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในหมวดว่าด้วยวุฒิสภาก็จะประจักษ์ว่าน้ำหนักโน้มไปทาง ส.ว.สรรหามากกว่า

ส.ว.เลือกตั้งดำเนินไปอย่างกระจัด กระจาย 76 จังหวัด

ขณะที่ ส.ว.สรรหาดำเนินไปอย่างเป็น กลุ่มก้อนจากคณะกรรมการสรรหาที่แบ่งสรรปันผลประโยชน์กันและกัน

จึงมีความเป็นเอกภาพมากกว่าที่มาจากการเลือกตั้ง

หากประเมินจากประธานวุฒิสภาคนที่ 1 นายประสพสุข บุญเดช ก็มาจากสายสรรหาประธานวุฒิสภาคนที่ 2 พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ก็มาจากสายสรรหา

สรรหามาแรง



กระนั้น หากดูจากสถานการณ์โดยรวมก็ไม่แน่ว่ากลุ่มการเมือง ซึ่งเคยร่วมกันสร้างสถานการณ์จนนำไปสู่รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 จะยังเป็นเอกภาพ แน่นเหนียวอยู่หรือไม่

เห็นได้จากการแตกแถวออกมาของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

เห็นได้จากการขัดแย้ง แตกแยก ต่างคนต่างเดินระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ส่งผลสะเทือนไปยัง ส.ว.อย่างเลี่ยง ไม่พ้น

เห็นได้จากความสามารถของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการต่อสายไปยังข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกุมอย่างเบ็ดเสร็จในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยเฉพาะสัมพันธ์อันดีวันดีคืนต่อ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพเรือ และแม้กระทั่งกองทัพอากาศ

ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งไปยัง ส.ว. อย่างเลี่ยงไม่พ้น

ตามปกติการเคลื่อนไหวของ ส.ว.ที่อึกทึกครึกโครมอย่างยิ่งมักจะมาจากกลุ่ม 40 ส.ว.แต่ต่อสถานการณ์ปัจจุบันกลับเงียบอย่างผิดปกติ นี่ย่อมเป็นผลจากความขัดแย้ง แตกแยกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรอย่างมีนัยสำคัญ

อ่านเกมยาก



หากประเมินจากการประลองกำลังระหว่างขบวนการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กับ พรรคเพื่อไทย ผ่านเวทีศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะมองเห็นเบาะแสบางอย่างทางการเมือง

สถานการณ์ไม่เหมือนกับเมื่อเดือนกันยายน และเดือนธันวาคม 2551

แม้ว่าทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกเชือดเหมือนกับที่ นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกเชือดมาแล้วอย่างเลือดเย็น

แต่สถานการณ์ในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม 2555 กลับไม่เป็นอย่างนั้น

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย พร้อมกับพันธมิตรอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล เยือกเย็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ รอบคอบเพิ่มขึ้นในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

เป็นผลให้พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรไม่ถูก เป็นผลให้เกิดภาวะชะงักงันภายในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เช่นเดียวกับ กรณีการประลองกำลังกันภายในสมาชิกวุฒิสภา

แม้มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าความเป็นกลุ่มก้อนของ ส.ว.สรรหายังดำรงอยู่ กระนั้นคำถามยังอยู่ที่ว่าพวกเขาจะเลือกใครให้ขึ้นมายืนอยู่หัวขบวน

คนของใคร



การเลือกตั้งประธานุวุฒิสภาในวันที่ 14 สิงหาคม จึงทรงผลสะเทือนเป็นอย่างสูงทางการเมือง

ตัวบุคคลที่จะมาแทน พล.อ.ธีรเดช มีเพียร จะเป็นหลักไมล์อันสะท้อนภาพทาง การเมืองว่ากำลังจะดำเนินไปในทิศทางใด ประนีประนอมหรือว่าเดินหน้าแตกหักเข่นฆ่ากันสถานเดียว

บทวิเคราะห์ไทยโพสต์

จัดทัพบิ๊กขรก.108 เก้าอี้ สร้างบารมีปู-สู้ประชามติ
  • 10 สิงหาคม 2555
ระเบิดการเมืองที่จะทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างหนัก มีอยู่ 2 เรื่องหลัก คือ การแก้รัฐธรรมนูญ 2550 และร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่ารัฐบาลอาจจะเลือกแนวทางจัดทำประชามติ และแน่นอนรัฐบาลต้องใช้กำลังภายในอย่างมาก ในการขับเคลื่อนทั้งงบประมาณแผ่นดิน เพื่อระดมคะแนนเสียงให้ได้อย่างน้อย 22-23 ล้านเสียง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสร้างความนิยมจากประชาชน เพื่อให้อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุด
ฉะนั้น เครื่องมือกลไกสำคัญ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายของรัฐบาลในทางการเมืองได้ คือ ต้องคุมข้าราชการให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และจากนี้ไปจะได้เห็นการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับหัวแถวแทบทุกกระทรวง เพื่อต้องการวางรากฐานมือไม้ที่ไว้ใจเข้ามาตอบสนองนโยบาย เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลอย่างยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในปีนี้ตำแหน่งหัวแถวของข้าราชการเปิดกว้างมาก เพราะตำแหน่งระดับ หัวที่กุมกลไกภาครัฐทั้ง 20 กระทรวง ปลดระวางหรือเกษียณอายุพร้อมกันจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ถึง 108 คน
ระดับปลัดกระทรวง เกษียณ 8 คน คือ สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ ปลัดกระทรวงคมนาคม จีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ขณะที่ระดับรองปลัดกระทรวง เกษียณ 24 คน ระดับผู้ตรวจ 21 คน ระดับอธิบดี 26 คน และที่น่าจับตามอง คือ ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด 16 จังหวัด และระดับเอกอัครราชทูต 13 ตำแหน่ง รวมผู้บริหารระดับสูงที่เกษียณอายุราชการในปีนี้ ทั้งสิ้น 108 ตำแหน่ง
1 ปีที่ผ่านมา มีบางตัวอย่างการแต่งตั้งโยกย้ายที่สังคมกังขาว่าส่อหมิ่นเหม่ว่าเป็นการดึงพรรคพวกญาติพี่น้องของตัวเองเข้ามารับตำแหน่ง เพื่อมาเป็นมือไม้ในการทำงานมากกว่ายึดหลักคุณธรรมจริยธรรมและความรู้ความสามารถ
ตัวอย่าง 2 กรณีในการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นข่าวโจษจันและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ว่า เป็นการโยกย้ายโดยสายตรงจากฝ่ายการเมือง โดยที่มีเป้าหมาย ล้างบางขั้วอำนาจเก่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เรืองอำนาจ รวมถึงต้องการเปิดทางให้บุคคลที่เป็นมือเป็นไม้ขึ้นมาทำงาน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่รัฐบาลเข้ามาทำงานใหม่ๆ คือ การเด้ง ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นเก้าอี้เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ


ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้กับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน เพื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ขึ้นมาทำหน้าที่ ผบ.ตร.แทน ทำให้ ถวิล ตกเก้าอี้ เลขาธิการ สมช. มานั่งตบยุงเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
อีกกรณีในกระทรวงการคลัง แม้จะมีการโยกย้ายชุดใหญ่รวดเดียว 6 เก้าอี้ ได้แก่ สมชาย พูลสวัสดิ์ จาก รองปลัด ไปเป็น อธิบดีกรมศุลกากร เบญจา หลุยเจริญ รองปลัด เป็น อธิบดีกรมสรรพสามิต นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็น อธิบดีกรมธนารักษ์ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เป็น รองปลัด
เป็นที่น่าประหลาดใจมาก เพราะการโยกย้ายล็อตใหญ่ครั้งนี้สังคมกลับไปให้ความสำคัญหรือโฟกัสแค่ตำแหน่งที่เบญจามากกว่าทุกๆ คน เพราะทราบกันดีว่าเบญจาเป็นคนสนิทเจ้าของบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกวางตัวว่าจะให้ดูแลกรมเกรดเออย่างกรมสรรพากร แต่เนื่องจากถูกกังขาในกรณีการเก็บภาษีหุ้นครอบครัวชินวัตรรัฐบาลที่ผ่านมาจึงไม่ได้ขยับ
ดังนั้น การโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการในปีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี และผู้มีอำนาจในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย คงจะสมใจในการจัดวางคนของตัวเองเข้ามากุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ
แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นบวกเสมอ หากการดำเนินการดังกล่าวปราศจากระบบคุณธรรมจริยธรรมหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่ปฏิบัติกันมา เพราะอาจทำให้พบกับกระบวนการต่อต้านหนักเข้าไปอีกจากทั้งใต้ดินและบนดิน และถึงเวลานั้นยากที่จะเกิดการปรองดอง
จริงอยู่ ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมเป็นปัญหายาวนานเกิดขึ้นกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้มีอำนาจตั้งใจในการแก้หรือไม่ เช่นเดียวกับรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีข้อเสนอที่น่าสนใจจากสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม การซื้อขายเก้าอี้ด้วยการตัดตอนอำนาจการเมืองไม่ให้เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง
มีการเสนอปรับแก้หลักเกณฑ์ หรือวิธีการในการคัดสรรผู้บริหารระดับกลางและสูง โดยเฉพาะระดับปลัดกระทรวงที่เดิมเป็นอำนาจของรัฐมนตรีประจำกระทรวงเท่านั้นเป็นผู้เสนอชื่อ แต่ข้อเสนอใหม่ คือ สร้างกระบวนการคัดสรรจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไว้ในกฎ ก.พ. เรื่องการโอนย้าย มาตรา 63 ของระเบียบข้าราชการพลเรือน ที่จะเปิดโอกาสให้มีการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกขึ้นมา 1 ชุดต่อ 1 กระทรวง ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลจากภายนอก คัดเลือกว่าที่ปลัดกระทรวงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามหลักเกณฑ์การคัดสรรด้วยการเปิดรับสมัครจากภายในและนอกกระทรวง โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวคัดให้เหลือ 3 รายชื่อ เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งเพียง 1 ชื่อ
สำหรับระดับอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด กลไกการสรรหาคล้ายคลึงกัน คือ จะมีกรรมการทั้งจากภายในและภายนอกเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสรรหา กล่าวโดยสรุป คือ พยายามตัดตอนการใช้อำนาจแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองในการแต่งตั้งข้าราชการประจำ แนวคิดดังกล่าวนำเสนอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่เข้ามาสู่อำนาจใหม่ๆ จนปัจจุบันยังอยู่เป็นแค่ข้อเสนอบนหน้ากระดาษ
อย่างไรก็ตาม การจัดทัพข้าราชการเพื่อทำงานสนองนโยบายรัฐบาลสามารถทำได้ตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน แต่สิ่งสำคัญ คือ การแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ฯลฯ ที่เป็นข้าราชการระดับสูงอยู่ในฐานะที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำ ในการพิจารณาแต่งตั้งต้องยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม คำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กร ประชาชน ประเทศชาติ เป็นสำคัญ ไม่ใช่เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเพียงอย่างเดียว มิเช่นนั้นการปรองดองจะไม่เกิด