ประชาธิปไตยแบบไทยไทย นักการเมืองเห็นแก่ได้ ประชาชนยังไม่เข้าใจหน้าที่ตนเอง
วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557
บทเรียนจากบังกลาเทศ
ตายไปแล้วเป็นสิบ หรือเป็นร้อย ก็ยังไม่เป็นที่สรุปชัดเจน เซ่นสังเวยการเดินหน้าเลือกตั้งที่บังกลาเทศ บางตัวเลขบอกว่า 10-20-30 ราย บางตัวเลขบอกว่าตายไปแล้วกว่า 150 ราย แต่ที่ให้ตัวเลขตรงกันก็คือคูหาเลือกตั้งกว่า 200 แห่ง ถูกบุกเผา ขว้างระเบิด ฉิบหาย วายวอด ไปไม่ต่ำกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ...
---------------------------------------------------
นี่แหละ...การปกป้องประชาธิปไตย โดยถือเอา การเลือกตั้ง เป็นยาสารพัดโรค จากที่เคยหวังๆ เอาไว้ว่า ยาชนิดนี้สามารถกินกะได้ ทากะได้ ผัวดม เมียหาย พ่อตาตาย แม่ยายฟื้น แต่สุดท้าย...ความฉิบหาย วายวอด ที่ปรากฏให้เห็นต่อหน้า ต่อตา ต่อสายตาของชาวโลก เป็นตัวพิสูจน์ ยืนยัน และตอกย้ำ ให้เห็นโดยชัดเจนว่า ความเป็นประชาธิปไตย นั้น...มันยังมีอะไรมากไปกว่า การเลือกตั้ง อีกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าความถูกต้อง เป็นธรรม ที่ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานกำกับ ดูแล การเลือกตั้งในแต่ละครั้ง ความยินยอม พร้อมใจ ของผู้คนที่มีต่อการเลือกตั้งอย่างชนิดทั่วถึงกันหมด มันถึงจะทำให้การเลือกตั้งนั้นๆ พอจะนำมาใช้เป็นตัวสะท้อนความเป็นประชาธิปไตย ให้ดำเนินไปตามครรลองของมันได้...
-------------------------------------------------------
แต่ขณะที่สถานการณ์เลือกตั้งในบังกลาเทศแทบจะแกะกล่อง แกะออกมาจากพิมพ์เดียวกันกับประเทศไทย คือถูกต่อต้าน ถูกบอยคอต จากประชาชนและพรรคฝ่ายค้าน อย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ การเดินหน้าเลือกตั้งโดยไม่ได้คิดจะสนใจกับเสียงของผู้ที่มีส่วนร่วมกับกระบวนการประชาธิปไตยภายในประเทศตัวเองเอาเลยแม้แต่น้อย ผลลัพธ์...มันจึงต้องออกมาในแนว ประชาธิป...ตาย ไม่ใช่ ประชาธิปไตย อย่างที่เห็นๆ กันไปแล้วนั่นแหละ คือออกไปทางฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง ถึงรัฐบาลจะออกมาป่าวประกาศชัยชนะอันเนื่องมาจากการคว้าเก้าอี้ ส.ส.จำนวน 86 ที่นั่ง จาก 116 ที่นั่งจากการเลือกตั้งคราวนี้ แต่ชัยชนะที่ว่านอกจากจะไม่สามารถนำเอาไป ปกครองประเทศ ได้ ยังกลายเป็นชัยชนะที่มีส่วนทำลาย ความเป็นประชาธิปไตย ในบังกลาเทศ ให้ต้องตกต่ำ พิกลพิการ หนักขึ้นไปอีก...
--------------------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...บรรดานักปกป้องประชาธิปไตย สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย หรือกลุ่ม ลูกกะโป่งสีขาว ในบ้านเราทั้งหลาย ก็พึงเอาหัวแม่ตีนตรองดูให้ดีเถิด ถ้าหาก การเลือกตั้ง เพียงลูกเดียวล้วนๆ มันสามารถทำให้ความเป็นประชาธิปไตยก้าวหน้า พัฒนา ไปได้อย่างเพียบพร้อม สมบูรณ์ ป่านนี้...เราทั้งหลายคงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า กับการ พายเรือในอ่าง วนไป-วนมาอยู่กับความเสื่อมโทรมของประชาธิปไตยมาเกือบ 80-90 ปีเข้าไปแล้ว และมีแต่จะเสื่อมโทรม ทรุดโทรม หนักขึ้นไปกว่านี้ ตราบใดที่เรายังปล่อยให้ การเลือกตั้ง กลายเป็นแค่ เครื่องมือ เป็น กรรมวิธี ที่ เผด็จการทุนสามานย์ สามารถนำมาใช้ควบคุมและกลืนกินประเทศทั้งประเทศได้โดยไม่จำเป็นจะต้องสนใจกับความถูกต้อง เป็นธรรม ศีลธรรมและคุณธรรมใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย...
-------------------------------------------------------------------
การเรียกร้องให้ ปฏิรูปประเทศ ก่อนที่จะกลับไปดำเนินกระบวนการเลือกตั้งกันใหม่ จึงเป็นอะไรที่มีเหตุ มีผล มีน้ำหนักมากพอ สำหรับการสร้างบรรยากาศความร่วมมือ ร่วมใจ เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ไม่ได้วัดตัดสินกันที่ การเลือกตั้ง เท่านั้น ประชาธิปไตยที่สามารถดำรง รักษา ความมีส่วนร่วม ของประชาชนทุกๆ ฝ่าย ทั้งก่อนหน้าการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบได้ร่วมกันแค่ประมาณ 4 วินาทีในคูหาเลือกตั้ง หลังจากนั้นต้องทนทรมาน ถูกข่มขืน ถูกลักหลับ ถูกกระทำย่ำยี ต่อไปอีก 4 ปี 8 ปี หรือ 12 ปี เป็นอย่างน้อย ชนิดประเทศทั้งประเทศใกล้พินาศ ฉิบหาย อยู่มะรอมมะร่อ ไม่ว่าในแง่การเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม-วัฒนธรรมก็ตามที...
---------------------------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...แม้ว่าผู้ต้องการที่จะเห็นความเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลาย จะไม่ได้มีอากัปกิริยาดุเดือด รุนแรง อย่างที่เห็นๆ กันในบังกลาเทศ แต่ความพยายามดิ้นรนนำเอา การเลือกตั้ง มาใช้เป็นตัวชี้ขาดชัยชนะและความพ่ายแพ้ ระหว่างมวลมหาประชาชนนับล้านๆ กับรัฐบาลที่แทบไม่หลงเหลือสภาพความเป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ นับวันมันยิ่งก่อให้เกิด การสะสมความรุนแรง ปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามอาศัย พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้าบดขยี้ทำลายผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในขั้นตอนสุดท้าย หรืออาศัยกุ๊ยและอันธพาลเข้าเล่นงานฝ่ายตรงกันข้ามในแบบ มวลชนปะทะกับมวลชน ในแต่ละจุด แต่ละพื้นที่ โอกาสที่ บังกลาเทศโมเดล กับ ไทยโมเดล จะเป็นไปในลักษณะเดียวกัน จึงใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย...
--------------------------------------------------------------------
ทั้งนั้นทั้งนี้...จึงต้องขึ้นอยู่กับบรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงทั้งหลาย ที่จะต้องนำเอาบทเรียนของบังกลาเทศมาใช้เป็นอุทาหรณ์สำหรับประเทศไทยซะแต่เนิ่นๆ การปล่อยให้รัฐบาลซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการใช้ความรุนแรง ดิ้นรน เถลือกไถล ไปเรื่อยๆ โดยปราศจากคำตอบที่ชัดเจนว่าจะนำพาชาติบ้านเมืองต่อไปได้อย่างไร อันที่จริง...มันคงไม่ต่างอะไรไปจากการสนับสนุนความรุนแรงทั้งโดยทางตรงหรือทางอ้อมนั่นเอง ถ้าไม่ต้องการที่จะเซ่นสังเวยประชาธิปไตยด้วยเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันเอง มีแต่ต้องร่วมมือ ร่วมใจ หาทาง จบ ทุกสิ่งทุกอย่างลงไปให้ได้ก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์แต่เพียงเท่านั้น!!!
ความเหมือน-ความต่าง "๕๓ กับ ๕๗"
อู๊ยยยย...จะดัดจริตไปถึงไหนกันจ๊ะแม่คุณ ทำวี้ดว้ายกระตู้วู้ ๑๓ มกรา ประชาธิปไตยมวลมหาประชาชนบานสะพรึ่บพร้อมกัน จะทำให้กรุงเทพฯ ตันไปไหน-มาไหนไม่สะดวกน่ะ...
แล้วที่รัฐบาลให้ตู่-เต้นไปเกณฑ์คนเสื้อแดง "ปิดทั้ง ๗๗ จังหวัด" ประชันนั่นล่ะ มันไม่ทำให้ "ตันทั้งประเทศ" ร้ายยิ่งไปกว่าดอกหรือ?
มวลมหาประชาชนเป็นคนสำนึกดี ยอมสละสุขตนวันนี้ ทำหน้าที่ขับไล่โจรล้มสถาบัน-ปล้นบ้าน-กินเมือง ล้างเสนียดคนจัญไรให้แผ่นดิน ถางทางสู่อนาคตใหม่ให้ไทยทั้งประเทศ
แล้วนางตอแหลกับรัฐมนตรีขี้ข้าระบอบทักษิณ ออกมาข่มขู่เป็นกบฏ ตอหลด-ตอแหลประเทศจะพัง เศรษฐกิจจะทรุด นักท่องเที่ยวจะหนี การค้า-การขาย จะตายหมด
ช่างตดทางปาก หน้าไม่อาย ไปตดให้ควายกลางทุ่งดมโน่นไป๊...!
จะมาหลอกมหาประชาชนคนไทยที่ตาสว่าง-ตื่นรู้ให้กลัวไม่สำเร็จหรอก เพราะสาธุชนคนดีส่วนใหญ่เขาเข้าใจ
เจ็บจากผ่าตัดหนเดียว แล้วโรคหายขาด ดีกว่าอยู่อย่างอมโรค เจ็บปวดทรมานไปจนตาย
และที่ว่า "จะตายหมด" นั่นน่ะ ถ้าตายจริง ไม่ใช่ตายเพราะประชาธิปไตยมวลชนบานเต็มตามสี่แยกทั่วกรุง
มันตายเพราะประชานิยมถมทะเล กู้มาโกง ๓.๕ แสนล้าน, ๒ ล้านล้าน รับจำนำข้าวทุกเมล็ดเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่ง "ตายถึงรากประเทศ" ไปแล้วกว่า ๕-๖ แสนล้าน
และต้องเข้าใจ มวลมหาประชาชน โดยกำนันสุเทพ "หมอใหญ่" นั้น เป็นหมอเทพ ไม่ใช่หมอมาร
ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ขายตัวเอง ไม่ได้ขายชาติ-ขายบ้านเมือง แลกยศ แลกตำแหน่ง แลกความร่ำรวยให้ตัวเอง
และที่แน่ๆ ด้วยสันติ-อหิงสา มวลมหาประชาชนใช้สิทธิตามมาตรา ๖๙ และทำหน้าที่ตามมาตรา ๗๐ ของรัฐธรรมนูญ พิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ให้คงอยู่
ไม่ฆ่าตำรวจ-ทหาร ไม่เผาบ้าน-แยกเมือง ไม่ก่อวินาศกรรม ไม่อุ้มพระสยามเทวาธิราชไปให้เขมร...ล้านเปอร์เซ็นต์!
และทั้งไม่ตกใจเข้าห้าง กวาดแบรนด์เนมเกลี้ยง เหมือนม็อบเสื้อแดงที่ยิ่งลักษณ์-นางเยาวภา-นายสมชาย เคยไปสุมหัวอยู่ด้วยที่ราชประสงค์ ตอนปี ๕๓!
สรุปให้เห็นภาพเปรียบเทียบชัดๆ ระหว่างประชาธิปไตยมวลมหาประชาชนบานทั่วกรุง ๑๓ มกรา ๕๗ กับ นปช.ไพร่ชุมนุม ปิดสี่แยกราชประสงค์ พฤษภา ๕๓
เหมือน "ขาว กับ ดำ"!
กำนันสุเทพรู้ มวลมหาประชาชนรู้ คณะ กปปส.รู้ คือรู้ในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ว่า "ทำด้วยเจตนาอะไร"
ไม่ได้ทำด้วยหวังชั่ว-หวังร้าย ฉะนั้น ในวันที่ ๑๓ มกรา อะไรควร-ไม่ควรแค่ไหนในภาคปฏิบัติ วิญญูชนเข้าใจชัด ว่าเส้นแบ่งแห่งการชุมนุมเฉดหัวยิ่งลักษณ์ กับเส้นแบ่งแห่งวิถีชีวิตประจำวันคนกรุง อยู่ ณ ตรงไหน
ที่ต้องบริหารให้สมดุล?
ณ ขณะนี้ รัฐบาลหยิบเอาสิ่งยังไม่เกิด มาวาดเป็นภาพในอากาศให้กลัวกันล่วงหน้า ก็เข้าใจหรอกว่า เล่ห์เพทุบายในการศึก เป็นกลวิธีหนึ่งที่แต่ละฝ่ายต้องงัดขึ้นมาใช้
ดังนั้น ก็ขอบอกให้ "มนุษย์โลกสวย" ทั้งหลาย จงสบายใจได้...!
วันนั้น ใครอยากไปไหน-มาไหน เมื่อพฤษภา ๕๓ ไปไหน-มาไหนได้อย่างไร ๑๓ มกรา ก็ไปได้-มาได้อย่างนั้น
แถมสบายกว่า ปีติในฐานะผู้สร้างว่าเกิดประโยชน์ต่อสังคมชาติกว่า!
เกรงแต่ว่า เมื่อเห็นประชาธิปไตยบานสะพรั่งสวยงามตามสี่แยกแล้ว ด้วยเลือดไทยร่วมแผ่นดินเดียวกัน
ก็จะเป็น ๑ ช่อประชาธิปไตยในท้องถนนร่วมกับเขาด้วยน่ะซี้!?
เมื่อวาน (๖ ม.ค.๕๗) โทษฐานที่ผมตื่นเที่ยง เลยได้เห็น "นายชัยเกษม นิติสิริ" รมว.ยุติธรรม เวียนนั่งแป้น ศอ.รส.งัดกฎหมายขู่กำนันสุเทพ และมวลมหาประชาชนหน้าจอโทรทัศน์
กำนันสุเทพเป็นกบฏ เตือนเชิงขู่ ๑๓ มกรา ใครออกไปร่วมเป็นประชาธิปไตยมหาชนกับกำนันสุเทพ จะพลอยเป็นกบฏ โทษประหารตามไปด้วย!
ก็ต้องขอบคุณอดีตอัยการสูงลิ่วเท่าตึกชิน ที่ออกมาเตือนมวลมหาประชาชนผู้ทำหน้าที่ไล่โจรแผ่นดิน พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ
แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ท่านช่วยไปสร้างคุกรอมวลมหาประชาชนที่จะไปติดพร้อมๆ กันซัก ๑๐-๒๐ ล้านคน ไว้ให้พร้อมเถอะ
ว่าแต่ว่า ติดคุกกันหมด ๑๐-๒๐ ล้านคน ขอโทษ...แล้วพวกมึง "สมุนโจร" ระบอบทักษิณ จะเอาเงินเดือนที่ไหนแดกล่ะ?
ถามว่า ประชาชนร่วมขับไล่รัฐบาลโกงบ้าน-กินเมืองเจอข้อหาร่วมกบฏ แล้วพวกข้าราชการ นักการเมืองที่อสัตย์ชาติ ยอมรับใช้โจรหนีคุก โจรปล้นบ้าน-กินเมืองล่ะ.....?
ไปกราบตีนขอตำแหน่งบ้าง ไปให้ประดับยศให้บ้าง ไปเลาะตะเข็บกฎหมายโกงให้บ้าง ไปเป็นรัฐมนตรีร่วมทำงานให้คณะโจรเผาบ้าน-เผาเมืองบ้าง
อย่างนี้...ก็ต้องเจอข้อหากบฏ ผิดกฎหมายขั้นร้ายแรง มีอายุความถึง ๒๐ ปีด้วยใช่มั้ย?
ซวยกุลุดม้อละทีนี้ มีเงินจากการเป็นบอร์ดก็ไม่ทันได้ใช้ ติดคุกดอแห้งซะก่อนละมึงเอ้ยยยย...!
นายชัยเกษมเขาอ่านโพยขู่อีกตอนว่า
"......มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการปะทะกับกลุ่มผู้มีความเห็นต่าง หรืออาจปะทะกับกลุ่มผู้ไม่หวังดี ซึ่งจงใจจะสร้างสถานการณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง"
พูดได้คำเดียวว่า...อนาถ!
คุณเป็นคณะรัฐบาล ซ้ำมาทำหน้าที่ใน ศอ.รส.มีกฎหมายพิเศษใช้ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันเหตุร้าย เสริมสร้างความสงบให้บ้านเมือง และให้ความปลอดภัยประชาชน
แล้วคุณยก "ความเสี่ยงสูง" ที่จะเกิดปะทะมาพูดได้อย่างไร?
ด้วยอำนาจเต็มมือ ถ้ารู้ว่ากลุ่มไหนเป็นผู้ไม่หวังดี มีความเห็นต่าง จงใจสร้างสถานการณ์ด้วยเจตนาปะทะกับมวลมหาประชาชน
ก็ไปจัดการซะซี อย่าให้มันมาสร้างสถานการณ์!
ผมจะเตือนความจำให้ ตั้งแต่กำนันสุเทพจัดชุมนุมไล่โจรประเทศที่สามเสน จนย้ายมาราชดำเนิน นี่ก็เข้าเดือนที่ ๓ แล้ว
ไม่ปรากฏเลยว่า มวลมหาประชาชนจะไปไล่ทุบ ไล่ตี ไล่ยิง ไล่ปะทะ ไปทำอะไรก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ทั้งกับชีวิตและทรัพย์สินคนอื่นเลย
ตรงกันข้าม สิ่งที่คนทั้งโลกประจักษ์ เห็นตำรวจ เห็นชายชุดดำในกลุ่มตำรวจ เห็น นปช.เสื้อแดง เห็นขบวนการระบอบทักษิณ เห็นกองกำลัง (ไม่) ทราบสัญชาติ
ไล่ทุบ ไล่ตี ไล่ยิง ไล่ปาแก๊สน้ำตา ไล่ล่ามวลมหาประชาชนและกำนันสุเทพ นิติธร และกระทั่งสันติ-อหิงสาอย่างกองทัพธรรม ก็ยังไม่วายเจอระเบิด!
สรุปชัดก็คือ มวลมหาประชาชน เป็นสุจริตชนสร้างเมือง ไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำลายบ้านเมือง
และชัดๆ...
ฝ่ายทำร้ายใคร ฝ่ายทำลายบ้านเมือง ฝ่ายไม่หวังดี ฝ่ายจงใจสร้างสถานการณ์ ก็อยู่ในฝ่ายรัฐบาล ฝ่าย ศอ.รส.นั่นแหละ!
ถ้าชัยเกษม หรือคณะรัฐบาล หวังดีต่อสถานการณ์บ้านเมือง ก็มี ๒ วิธีให้เลือกทำ
๑.อย่าให้ตำรวจ-นปช.-กองกำลังไม่ทราบฝ่ายสร้างสถานการณ์ และมาปะทะ ด้วยเจตนาทำร้ายมวลมหาประชาชน และ ๒.บอกปู ให้รีบหนีไป
ก่อนตาย "คากระดอง"!.
2557 Count Down "ระบอบทักษิณ"
2557 Count Down "ระบอบทักษิณ"
เดือนในปฏิทินวนรอบ มกราคมเป็นจุดนับหนึ่งแห่งเดือนใหม่ วันยังคงเดิม มีอีก 365 วันให้เผชิญ เปลี่ยนแต่เลข พ.ศ.2557 ก้าวสู่ปีใหม่อีกปี แต่สำหรับสถานการณ์การเมือง คงเป็นอีกปีใน ‘สงครามตัวแทน’ ยังต้องดำเนินการต่อพร้อมกับเพิ่มดีกรีเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ตามพลวัตของโลก ทุกสิ่งอย่างเมื่อเริ่มแล้วย่อมมีจบ ไม่มีใครจะนิจนิรันดร์ได้ตลอดกาล ยิ่งเป็นพวกนิยมในโลกโลกีย์ อำนาจ บารมี เงินตรา สร้างอกุศกรรม ก่ออนันตริยกรรมไว้มาก คงจะหลีกหนีหลัก ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป’ ไม่พ้น
คงจะหลีกหนีความจริงข้อนี้ไม่พ้น ไม่ว่าคนคนนั้นจะรวยล้นฟ้า อำนาจ บารมี เงินตรา พวกพ้อง ข้าทาสบริวาร ยังเลือกที่จะสะกดคำว่า ‘พอ’ ไม่เป็น ยังดิ้นรน ทุรนทุราย สู้ หวังการใหญ่ คงอีกไม่นาน อีกไม่นาน อีกไม่นาน…จริงๆ
นับตั้งแต่ระบอบทักษิณ โดยทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองและแทบทุกบริบทในสังคม
ประชาธิปไตยถูกใช้เป็นเพียงวาทกรรม เครื่องบังหน้ากระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ ประชาชนมีสิทธิ์เต็มขั้น ตอนลงคะแนนเสียงเพียง 4 วินาทีเท่านั้น เมื่อการเมืองได้อำนาจก็ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ปรารถนาโดยไม่ฟังเสียงท้วงติง ทั้งในหรือนอกสภาฯ ผูกขาดรวมศูนย์ ใช้หลากหลายวิธีให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมาก เจรจาที่พร้อมใจ หรือเสนอเงื่อนไขอันปฏิเสธไม่ได้
ทำลายระบบ ระบอบโครงสร้างเดิมแทบหมดสิ้น องค์กรอิสระหลายแห่งถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมืองเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ประเพณีปฏิบัติในหมู่ราชการถูกทำลายสิ้น ระบบอาวุโสถูกยกเลิก ระบบพวกพ้องทำงานสนองนายเข้ามาแทนที่ ตำรวจก็ถูกมองเป็นเครื่องมือชั้นดีให้นักการเมืองฝ่ายรัฐ ใครสนองงาน ทำได้ตามเป้า สนองงานการเมืองได้ดี โอกาสเจริญก้าวหน้าทางการงานในระบอบทักษิณก็มีสูง
นโยบายประชานิยม ให้ปลาแทนให้เบ็ดประชาชน หลายโครงการเป็นการมอมเมาประชาชน ให้เสพติดค่านิยมแห่งความเคยชิน แต่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว ซ้ำยังสร้างหนี้ผูกภาระให้ประเทศนับไม่ถ้วน
นโยบาย การบริหารงานต่างๆ ถูกตั้งคำถามทั้งในแง่ความโปร่งใส จริยธรรม ศีลธรรม โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้พม่า การขายหุ้นชินคอร์ปอันลือลั่น โดยไม่เสียภาษี เพราะแก้กฎหมายไว้รองรับก่อนหน้า เรื่อยไปถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด ถูกมองเป็นการฆ่าตัดตอนให้กลุ่มอิทธิพล เจ้าหน้าที่รัฐฉวยโอกาสกำจัดศัตรูทางการเมือง
ผลประโยชน์ทั้งด้านธุรกิจมักถูกจัดสรรให้เฉพาะพรรคพวก ญาติมิตร เพื่อนฝูงตัวเอง เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนทางนโยบาย สร้างความเสียหายให้ประเทศ
แม้เกิดช่วงสะดุดแห่งอำนาจ รัฐประหาร 19 กันยา 2549 แต่คนที่เข้ามาสานต่ออำนาจหลังจากรัฐบาลขิงแก่ ก็ยังวนเวียนในสารบบเดิมๆ นอมินี สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งแนวทาง แนวคิด นโยบาย ก็ยังสานต่อ ยังคงรูปแบบเดิมไม่ต่างจากสมัยพี่ชายครองอำนาจ และหนักขึ้นทุกวัน เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โครงการพัฒนาระบบน้ำ 3.5 แสนล้าน รับจำนำข้าวกับตัวเลขปริศนา 6 แสนล้าน นิรโทษกรรมสุดซอย ฟอกผิดตัวเอง ล้วนเป็นเครื่องหมายคำถามทั้งในแง่ความโปร่งใส ความชอบธรรม
ระบอบทักษิณยังคงเกาะลึก กลืนกินไปแทบทุกองคาพยพในสังคม กำจัดไม่หมดไม่สิ้น!!
มวลมหาประชาชนที่ทนต่อพฤติกรรมสามานย์มาตั้งแต่ปี 2544 หมดความอดทน ม็อบประชาชนเคยออกมาขับไล่หลายครั้ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) สามารถขับไล่ทักษิณออกนอกประเทศได้ แต่ยังไม่สามารถถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณให้สิ้นซาก
มวลมหาประชาชนในนามคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เข้ามารับไม้ต่อ การเคลื่อนไหวของประชาชน มวลชนปฏิวัติ พลันให้นึกถึง ‘อาหรับสปริง’
อาหรับสปริงที่ก่อตัวมาตั้งแต่ปี 2553 ‘ตูนิเซีย’ ประชาชนไม่ทนต่อการกดขี่ เอาเปรียบ พร้อมใจกันลุกฮือขับไล่ ซีน เอล อาบิดิน เบน อาลี ประธานาธิบดีตลอดกาล จนลงเก้าอี้ จากนั้นเริ่มลุกลามไปยังหลายประเทศในโลกอาหรับ
ประชาชนอียิปต์พร้อมใจลุกฮือขับไล่ ‘ฮอสนี มูบารัก’ ประธานาธิบดีอียิปต์ ที่สุดท้ายก็ต้านพลังประชาชนไม่ไหว ต้องยอมลาออกจากตำแหน่ง ตามติดมาด้วย พ.อ.มุอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีลิเบีย ผู้นำอันโด่งดัง ครองตำแหน่งแบบผูกขาด สร้างบาดแผลให้เพื่อนร่วมชาติทางการกระทำมาช้านาน ยังหนีไม่พ้นปรากฏการณ์ประชาชนลุกฮือโค่นล้ม กระทั่งจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เช่นเดียวกับ ‘อาลี อับดุลลาห์’ ประธานาธิบดีเยเมน ต้องยอมลงจากอำนาจ สละอำนาจให้รองประธานาธิบดี แลกกับการไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
‘อาหรับสปริง โมเดล’ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศพร้อมใจกันลุกฮือต่อต้าน ‘ผู้นำ’ ที่ผูกขาดในอำนาจ ทุจริตคอร์รัปชัน เอาเปรียบ กดขี่ประชาชนมาช้านาน เทคนิคในการเคลื่อนไหวอาหรับสปริงก็มีหลายรูปแบบ ทั้งการชุมนุมประท้วงตามท้องถนน สถานที่สำคัญหลายแห่ง การเดินขบวน การนัดหยุดงานควบคู่กับการแจ้งข่าวสาร เชิญคนมาประท้วง ประจานความชั่วร้ายของผู้นำผ่าน โซเชียลมีเดีย ชักชวน รณรงค์ ก่อให้เกิดแนวร่วมแผ่ขยายเป็นจำนวนมาก
จากปรากฏการณ์ประชาชนลุกฮือในโมเดลอาหรับสปริงจะเห็นได้ว่า ไม่มีผู้นำสักรายรอดเงื้อมมือประชาชนไปได้เลย จุดจบแต่ละคน เบาสุดก็ลงจากตำแหน่ง เลวร้ายสุดที่นอกจากแผ่นดินตัวเองก็ไม่ได้อยู่แล้ว ซ้ำชีวิตก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
จะเห็นได้ว่า จุดจบผู้นำสามานย์แต่ละคน ยามประชาชนนับล้านลุกฮือกันมาขับไล่ จบไม่เคยสวยสักคน บางคนดีที่สละเพียงตำแหน่ง หมดอำนาจ แต่ยังเหลือเครือญาติ บางคนโชคร้าย อำนาจ ทรัพย์สินที่สร้างมาไม่เพียงรักษาไม่ได้ ชีวิตตัวเองก็ยังรักษาไม่รอด
หลายคนพยายามเสนอทางออกให้ทักษิณ ทั้งการยอมรับกระบวนการยุติธรรม กลับมาสู้คดีติดคุก เหมือนเอกบุรุษโลก เนลสัน แมนเดลลา ผู้นำผิวสี กลับประเทศถูกจองจำกว่า 20 ปี แสดงสัญลักษณ์ให้ฝ่ายสนับสนุนได้เห็น สู้กับความอยุติธรรมจนได้ความเป็นธรรม ในที่สุดก็ได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีแห่งแอฟริกาใต้
แต่ทางสว่างกลับไม่เลือกเดิน ทักษิณกดปุ่มให้ยิ่งลักษณ์เดิน นับวันยิ่งถูกบีบให้ไปสู่ทางตัน การเปิดหน้าสู้แลกหมัด แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน พร้อมเผชิญหน้าทุกรูปแบบ ปากก็บอกอยากให้มีการเลือกตั้ง 2 ก.พ. แต่อีกด้านก็ปล่อยให้สมุนกล่าวโทษ กกต.ข่มขู่ให้จัดเลือกตั้งให้ได้ หวังใช้เป็นบันไดประทับตราแห่งความชอบธรรมในการใช้อำนาจ
ในวันที่ตัวช่วยทางการเมืองเริ่มไม่เหลือ ทั้งตำรวจ ข้าราชการที่พอจะใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือได้เริ่มเกียร์ว่าง ล่าสุด ยิ่งลักษณ์ประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง หวังให้ทหารออกมาช่วยตำรวจในการควบคุมสถานการณ์ชัตดาวน์ กทม. วันที่ 13 ม.ค. แนวคิดประกาศเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากขุนพลสีเขียว บิ๊กเนมในกองทัพ
ปากบอกเคารพสิทธิ เสรีภาพผู้มาชุมนุม แต่อีกด้านก็ขยิบตาให้สายเหยี่ยวใช้วิธีรุนแรงกับผู้ชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บ ล้มตายไปแล้วหลายราย และยังส่งสัญญาณให้แนวร่วมเสื้อแดงเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ปลุกขวัญ ข่มขู่ เตรียมพร้อมนำมาสู่การเผชิญหน้า หวังลากยาวให้เกิดสงครามมวลชน หวังให้กองทัพเปลี่ยนใจมายืนอยู่ข้างประชาชน
สถานการณ์เข้าตาจน ทำให้ "ระบอบทักษิณ" ต้องดิ้นสู้ทุกหนทาง ไม่เพียงต้องการรักษาอำนาจ เพราะในกลเกมนี้ พวกเหล่าขุนศึกรู้ดี หากแพ้นอกจากจะไม่มีที่ยืนทางการเมืองแล้วยังจะถูกเช็กบิลย้อนหลังในอีกหลายๆ เรื่อง จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกดปุ่มเดินหน้าสั่งการให้ทุกองคาพยพระบอบทักษิณสู้ไม่ถอย
แต่ยิ่งสู้ยิ่งเป็นการบีบคั้นให้ฝ่ายมวลมหาประชาชนเพิ่มมาตรการ ยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ประวัติศาสตร์จารึกแล้ว ยามประชาชนออกมานับล้านพร้อมใจขับไล่ ไม่มีวันที่ระบอบสามานย์จะยืนหยัดได้ตลอดรอดฝั่ง
2557 คงเป็นปีสุดท้ายแห่งการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ไม่เพียงขจัดขับไล่เชื้อชั่วแห่งความชั่วร้าย ยังต้องถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้น!!!.
วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557
ยกเครื่องสภา
สภาประชาชน
2 March 2555 - 00:00
สวัสดี สมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
สวัสดี "ประกิจ รอดเจริญ"
ขอใช้สิทธิ์อภิปรายเรื่องสถานการณ์การเมืองหลากหลายหัวข้อ เชิญติดตามครับ
เรียน
ท่านประธานท้วมที่เคารพ
ด้วยสถานการณ์ที่เร่งรีบที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้
ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะเดือดร้อนแสนสาหัสอย่างใดก็ขอวางไว้เฉยๆ
ก่อน
เข้าตำรานักการเมืองยังไม่ประสบความสำเร็จยังไม่ประสบความสุขส่วนตัวจะเอาอารมณ์ที่ไหนไปช่วยชาวบ้าน
ดังนั้นชาวบ้านทั้งหลายที่ประสบความเดือดร้อนโปรดรอหน่อย
คาดว่าถ้าไม่มีอุบัติเหตุใหญ่อะไรเกิดขึ้นกับประเทศไทย เซียนๆ
การเมืองเค้าบอกว่าประมาณ 10 เดือน จะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ
ซึ่งตอนนั้นนักการเมืองสายทักษิณก็จะมีความสุขมีอารมณ์ขึ้นมาหน่อยที่จะช่วยชาวบ้าน
ท่านประธานที่เคารพ
ผมในฐานะที่ไม่ได้เลือกเพื่อไทยก็คงจะไม่มีปัญหากลุ้มอกกลุ้มใจอะไรมากนักกับความลำบากลำบนในค่าครองชีพที่ขึ้นอย่างชนิดที่ต้องบอกว่า
"ขึ้นฉิบหายวายวอด" ผมลำบากมากๆ ก็ยังบ่นได้ ด่าได้
แต่น่าสงสารพวกกองเชียร์เพื่อไทย 15 ล้านเสียงนี่ซิ พูดไม่ออก บอกไม่ถูก
จะบ่นจะด่าก็ลำบากใจ เลือกมากับมือ ก็เลยต้องดันทุรังเชียร์กันต่อไป
คนพวกนี้น่าสงสาร ประสาทจะแดกตาย อยากด่า
อยากบ่น อยากพูด อยากระบายก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
เพราะกลัวโดนสวน นี่ได้ยินมากะหู สายเสื้อแดงบ่นเจอของแพง น้ำมันแพง
เจอพวกหยอกกลับ อ้าวเห็นเชียร์กันอย่างกับเทวดา
บ่นทำไมล่ะ ไปไม่เป็น
ท่านประธานที่เคารพ
เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วผมกินข้าวแกงกล่องละ 25
บาท ตอนนี้ 35 บาทครับท่าน ขึ้นมาเกือบ 30% ไม่เป็นไรเรื่องนี้แก้ไม่ยาก
ผมใช้วิธีลดมื้อลงเหลือกินวันละ 2 มื้อ มื้อเช้า 10 โมง มื้อเย็น 6 โมง ก็อยู่ได้
พระยังฉันแค่ 2 มื้อ
แต่ปัญหาคือครอบครัวผม ควายตัวเดียวทำนา 5
ไร่ คือผมทำงานคนเดียว อีก 4 คนต้องพึ่งผม ผมมีเงินเดือนพอได้ แต่ไอ้คนมีรายได้วันละไม่ถึง
300 บาท แล้วมีลูกมีเมีย
เสียค่าเช่าบ้านอยู่กันยังไง
ในขณะที่คนบริหารบ้านเมืองก็ง่วนอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียวอยู่นี่ละ
ท่านประธานครับอ่านข่าวแท็กซี่
โดยกลุ่มปกป้องสิทธิ์คนขับแท็กซี่ กับสมัชชาแท็กซี่แห่งชาติ ฟ้องนายกรัฐมนตรี
รมว.พลังงาน รมว.คมนาคม ปตท. ต่อศาลปกครองสูงสุด
เพื่อให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งหมดยุติการขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี
จนกว่าจะมีการทบทวนนโยบายกำหนดราคาก๊าซเอ็นจีวี ก๊าซแอลพีจี
และปรับปรุงโครงการบัตรเครดิตพลังงานให้สามารถปฏิบัติได้จริง รวมทั้งอนุมัติปรับราคาค่าโดยสารแท็กซี่ตามต้นทุนที่แท้จริง
ท่านประธานครับ อ่านข่าวแล้วก็สนุกดี
ซึ้งในสัจธรรมที่รัฐบาลขอทำภารกิจเพื่อความสุขของคนรัฐบาลก่อน
คนอื่นไว้ทีหลังก็ได้ ขนาดแท็กซี่ที่เค้าบอกกันว่ากว่า 90%
คือคนเสื้อแดงยังต้องกลืนเลือดออกแรงฟ้องกันเองแล้ว ถ้าสมมุติแก้ได้สุดท้ายคนซวยก็คือคนขึ้นแท็กซี่
ในขณะที่ต้นทุนหลักของแท็กซี่คือ ก๊าซ พอขึ้นราคาก๊าซคนที่รวยขึ้นๆ
คือคนที่ถือหุ้นรายโคตรใหญ่ของ ปตท......ซวยจริงคนไทยยุคนี้ ไม่ว่าสีไหน
ท่านประธานครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากอภิปรายให้ท่านประธานและสมาชิกฟังคือ เรื่องที่รัฐบาลแจกแท็บเล็ตให้แก่โรงเรียนสำหรับนักเรียนประถม
1 ฟังข่าวแล้วก็เกิดความเศร้าใจ
เพราะในหลายๆ
ปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับการชวนให้บริจาคโครงการธารอักษรของคนท่าเรือนี่แหละ
มาปีนี้และวันนี้ (26 ก.พ. 55) จะไปซื้อหนังสือพจนานุกรมไทยไปบริจาค
พร้อมทั้งขอหนังสือการ์ตูนใหม่ ๆ ที่ลูกสาวอ่านไปบริจาคให้กับโครงการนี้
ปีนี้โครงการที่ว่าจะไปบริจาคที่โรงเรียนที่จังหวัดอยุธยา
(อย่าบอกชื่อโรงเรียนเลย) ที่โดนน้ำท่วมเสียหายเพียบ
ทำหนังสือขอมาที่โครงการของพรรคพวกที่ว่า
ขอมาหลายอย่างรวมแล้วก็คงไม่กี่หมื่นบาทหรอก ผมสงสัย ส.ส.อยุธยา
ถ้าจะเปลี่ยนไอ้งบหาเสียงแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1
มาเป็นการหาเสียงด้วยการสำรวจความต้องการจริงๆ
ของโรงเรียนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งโรงเรียน แล้วช่วยเหลืออย่างจริงๆ
มิดีกว่าหรือ หรือว่ากูจะหาเสียงเรื่องนี้ ใครจะทำไม ???
............................
ตามที่ประธานได้แจ้งสมาชิกสภาประชาชนทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคอลัมน์แห่งนี้
เนื่องจากมีสมาชิกยกมืออภิปรายน้อยลงเรื่อยๆ จนทำให้สภาอับเฉา
จึงต้องมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ แต่สมาชิกยังคงส่งจดหมายถึงไทยโพสต์เพื่อพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางตัวหนังสือได้เสมอไม่แปรเปลี่ยน.
บันทึกหน้า 4 วายุ เวฬุวัน
บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด ฉบับวันที่ 3
มกราคม 2557 .... ย้อนสถานการณ์ไปเมื่อวันวาน นับหนึ่งเริ่มต้นวันทำการวันแรกแห่งปีมะเมีย
จะเป็นม้าศึก ม้าพยศ เปิดศักราชใหม่ในศกนี้ยังไม่มีใครเดาออก แต่คงอีกไม่นานเกินรอ
จะรู้ว่าใครหมู่-ใครจ่า-ใครกำนัน จากถนนหนทางในกรุงเทพมหานครยังโล่ง โปร่ง
ราวกับว่า รอมวลมหาประชาชนลงสู่ท้องถนนทำหน้าที่เรียกร้องการปฏิรูปตามแนวทางของ
กปปส. ของ “กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ประกาศเดินสายเรียกมวลชนกลางใจเมืองแห่งธุรกิจ
ก่อนจะเข้าสู่โค้งสุดท้าย “ชัตดาวน์” ประเทศในวันที่ 13 มกราคมนี้ ...๐
แต่สัญญาณเตือนภัยดันไปดังที่ฝ่ายรัฐบาลก่อนเป็นตัวอย่าง
อาจเป็นเพราะไฟร้อนเร่าของ “กำนัน” ที่ประกาศ ชัตดาวน์ประเทศไปลนก้น
เหล่าบรรดาหน่วยงานความมั่นคง กิ่งก้านสาขาของรัฐบาลนายกฯ รักษาการ
"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อย่าง
สมช. ต้องทำพิมพ์เขียวข้อมูลเตรียมประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน
แต่ภาค 2 สมัย “นายกฯปู”
มีโมเดล
ชู พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. เป็น ผอ.ศอฉ. แทน ผบ.ทบ.
ที่น่าจะพูดได้ชัดถ้อยชัดคำมาตลอดว่า “ทหาร” ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ควบคุมฝูงชน
แต่พร้อมสนับสนุน ศอ.รส. หรือแม้กระทั่ง ศอฉ. หากมีการร้องขอ
แต่ทว่าในภาพรวมของฝ่ายความมั่นคงในกิ่งของ “สีเขียว” ไม่ได้โบกธงรับสัญญาณจากรัฐบาล แม้นายกฯ ปู
จะมอบธงจำลองเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับ ผบ.เหล่าทัพ ที่เข้าอวยพรเมื่อวันที่ 1
ม.ค. ที่สโมสรเทเวศร์แต่อย่างใด ...๐
ย้อนกลับไปบรรยากาศเปิดบ้านอวยพรปีใหม่
และรับพรจาก “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
และรัฐบุรุษ ปีนี้ไม่เห็นเงา “หญิงสาว” ผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในฉากหลังการเมือง อย่าง “จิราภรณ์ ฉายแสง” อดีตเลขานุการหน้าห้อง “ปลัดฮิ(ตาชิ)” พิศาล มูลศาสตรสาทร
ขณะดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย คู่สมรสของ “จาตุรนต์ ฉายแสง” รมว.ศึกษาธิการ เหมือนเช่นทุกปี แต่ที่แน่ๆ
ด้านหน้าบริเวณหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ซุ้มดอกไม้ และ ป้ายด้านหน้า “คุณจิราภรณ์” พาทีมงานมาช่วยจัดให้ไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะความเคารพนับถือต่อเจ้าของบ้าน อยู่เหนือการเมืองที่แบ่งข้าง-ขั้วสี
...๐
เหล่าบรรดานักสังเกตการณ์เกิดคำถามว่า “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม
และประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ไฉนตกขบวนหลุดจากโผ 7 อรหันต์
ที่จะเข้าอวยพรปีใหม่ และรับพรจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 1
ม.ค.ที่ผ่านมา แบบปิดห้องในฐานะ “ลูกป๋า” ที่เคยขึ้นแท่น จนมีเสียงบ่นออดๆ แอดๆ
เล็ดลอดว่า หรือเพราะ "พิษถั่งเช่า” ยังไม่คลาย
คนใกล้ชิดเลยไม่อยากให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย แต่กระนั้นยังมีเสียงปลอบใจว่า
อาจเป็นเพราะ “บิ๊กอ็อด” นั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย
ต้องนำคณะกรรมการมาอวยพรในวันที่ 2 ม.ค.อยู่แล้ว ด้วยความเห็นใจไม่อยากให้เหนื่อย
เลยให้ “ลุงอ็อด” มาวันเดียว ...๐
ถือเป็นกระทรวงที่ตื่นตัวกับสถานการณ์การเมืองน่าดู เมื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รมว.คมนาคม ประชุมหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเมื่อวานนี้
เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการคมนาคมขนส่งและแก้ปัญหาการจราจรกรณีที่
กกปส.นัดชุมนุมปิดถนนในวันที่ 13 ม.ค.
เบื้องต้นจะตั้งศูนย์บัญชาการหรือดูแลอำนวยการในภาพรวม โดยมี “สมชัย ศิริวัฒนโชค” ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
มีนายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ รองปลัดคมนาคมด้านการขนส่ง
เป็นผู้อำนวยการด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวในการเดินทางได้อย่างถูกต้อง
อีกทั้งวันที่ 3 ม.ค.นี้ จะเชิญทางกรุงเทพมหานครมาร่วมหารือด้วย ในฐานะ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เป็นกรรมการในคณะกรรมการแก้ปัญหาจราจรใน
กทม.และปริมณฑลด้วย พร้อมกับเปิดเผยข้อมูลว่า วันชัตดาวน์ประเทศ
จะจัดหาจุดจอดรถชานเมืองชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนจอดรถและใช้รถสาธารณะหรือระบบราง
รถไฟ รถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงค์ หรือเรือ โดยสารเข้าเมืองแทน เช่น บริเวณรังสิต
ลาดกระบัง นครปฐม สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วจัดรถ Shuttel Bus มาส่งที่แอร์พอร์ตลิงค์หรือสถานีรถไฟเพื่อเข้าเมืองอีกทอดหนึ่ง
..ถือเป็น รมต.ห้าดาวตามสถานการณ์การเมืองตัวจริง ...๐
เมื่อรัฐบาล...ตายแล้ว!!!
เมื่อรัฐบาล...ตายแล้ว!!!
ท่านขุนน้อย
เริ่มต้นเข้าสู่ศักราชใหม่
ปีม้า ปีมะเมีย พอศอ สอง-ห้า-ห้า-เจ็ด เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว...แล้วคราวนี้
จะเอาไง...ต่อไปดี
ต่อคำถามที่ว่านี้....แน่ล่ะว่าผู้ที่จะต้องให้คำตอบคงไม่ใช่มีแต่เฉพาะคุณพี่
เทพเทือก และพวก ตลอดไปจนบรรดามวลมหาประชาชนที่กำลังกระเหี้ยนกระหือรือคิดจะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้จงได้เท่านั้น...
----------------------------------------------------
แต่สำหรับผู้ที่กำลังดิ้นรน
ทุรนทุราย พยายามหาทางขัดขวางการปฏิรูปตามวิถีทางของมวลมหาประชาชนในทุกๆ เรื่อง
ทุกๆ กรณี อันได้แก่ รัฐบาลรักษาการเถื่อนของคุณน้อง ปู ยิ่งลักษณ์ นั่นแหละ
ในฐานะผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ในอันที่จะต้องเร่งหาคำตอบออกมาให้ได้ว่า
ถ้าหาก ไม่คิดจะเอา ตามความเรียกร้อง ต้องการของมวลมหาประชาชน แล้วจะ เอาไง กันต่อ
อีกทั้งสิ่งที่ตัวเองต้องการ จะเอา นั้น ไปๆ-มาๆ แล้วมันจะ เอาอยู่ หรือไม่
ไม่งั้น...โอกาสที่จะถูกม้าดีดกะโหลก ตกม้าตาย ในอีกแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง
นับจากนี้ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ!!!
-----------------------------------------------------
พูดง่ายๆ
ว่า...โอกาสที่จะปล่อยให้มวลชนนับแสน นับล้าน กองระเกะระกะอยู่ตามท้องถนนสายต่างๆ
ต่อไปเรื่อยๆ มันคงแทบเป็นไปไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว
เพราะมีแต่จะทำให้ความเป็นรัฐบาลเถื่อนยิ่งดูเถื่อนหนักขึ้นไปอีก แทบไม่หลงเหลือสภาพความเป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐติดปลายนวมเอาไว้เลยแม้แต่นิด
เหลือแต่ กองโจร ไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่จำพวก ที่อาศัย
เครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คอยตอดนิด ตอดหน่อย สร้างอุปสรรค
ขัดขวางการเคลื่อนไหวมวลชนในบางช่วง บางระยะ หรือช่วยพิสูจน์ ยืนยันว่า
ตัวเองนั้น...ยังไม่ถึงกับ ตายสนิท ยังคงสามารถหายใจผ่านทางท่อ
ทางเครื่องช่วยหายใจ จนกว่าจะมีใครกระชากหน้ากากออกซิเจนออกไปให้พ้นๆ
เท่านั้นเอง...
------------------------------------------------------------
ยิ่งถ้าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอีกแค่ไม่กี่วันนับจากนี้...ถึงแม้จะยังผะงาบๆ
ได้ต่อไป แต่โอกาสที่จะเกิดอาการในแบบที่เรียกกันในวงการแพทย์ว่า Clinical Death หรือ การตายในทางการแพทย์
นั้น ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ คือสมองตาย
ระบบการไหลเวียนโลหิตไม่คิดจะทำหน้าที่ อันเนื่องมาจากศูนย์กลางประสาท
หรือศูนย์รวมอำนาจการบริหารจัดการประเทศทั้งประเทศ
ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น ทั้งปวง มีสิทธิ์ถูกไวรัส เทพเทือก
เล่นงานซะจนเดี้ยง เป็นอัมพาต ไปประมาณครึ่งตัว หรือตลอดทั้งตัวได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์
และเมื่อถึงจังหวะนั้น...คงเหลือแต่ต้องนิมนต์พระให้ขึ้นไปบนเมรุ สวดกุศลา ธัมมา
ซักสามรอบ สี่รอบ เพื่อแจ้งให้ทราบถึง การตายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเผาแห้ง เผาสด
ไปตามธรรมเนียมประเพณีอันดี...
------------------------------------------------------------
แต่ถึงแพทย์พิสูจน์แล้ว
พระสวดแล้ว ยังไม่คิดจะยอมรับความตายกันโดยดุษณี ยังพยายามลากศพ เก็บศพ
เอาไว้รอจังหวะกระตุ้นหัวใจ ในช่วงการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ต่อไปให้จงได้
การเลือกตั้งที่ได้จำนวน ส.ส.ไม่ครบ 95 เปอร์เซ็นต์
ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ในมาตรา 93
ย่อมต้องส่งผลให้เกิดการตายซ้ำ ตายซาก กันอีกจนได้ สภาที่ไม่มีสภาพเป็นสภาครบถ้วน
สมบูรณ์ ตามคุณลักษณะที่รัฐธรรมนูญได้ระบุเอาไว้
นอกจากจะไม่สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว
ยังไม่สามารถคว้าเอากฎหมายนิรโทษกรรมที่ดองเอาไว้ครบ 180 วัน มาปัดฝุ่น
ปลุกวิญญาณปีศาจให้กลับมาจุติในร่างมนุษย์ อย่างที่หวัง
ที่คาดเอาไว้แต่แรกได้เลย...
--------------------------------------------------------------
สรุปง่ายๆ ว่า...ยังไงๆ
ย่อมมีแต่ ตาย...กับ...ตาย มองไม่เห็นทางรอด ทางฟื้น ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย
สำหรับสถานภาพความเป็นรัฐบาลของรัฐบาลเถื่อน ณ ขณะนี้ และในอนาคตเบื้องหน้า
นอกเสียจากต้องหาทางกวาดล้าง บดขยี้ มวลมหาประชาชนนับล้านๆ ให้สิ้นซาก สิ้นเชื้อ
ลงไปก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ให้จงได้!!! ซึ่งงานนี้...จะอาศัยแค่พละกำลังของ
กองโจร ล้วนๆ ย่อมไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีวันบรรลุจุดมุ่งหมายอยู่แล้วแน่ๆ
กว่าช่วงระยะเวลาร่วม 2 เดือนเข้าไปแล้ว
เป็นที่พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า เฉพาะแค่ กลไกตำรวจ ย่อมรับมือ “กองทัพมวลชน” ไม่ได้โดยเด็ดขาด
เหลือแต่ต้องอาศัย กลไกทางทหาร อย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่อาจพอช่วยรื้อฟื้น
อำนาจรัฐ ให้ดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้มั่ง...
------------------------------------------------------------------
แต่อย่างว่านั่นแหละ...ถึงจะมีฐานะ ตำแหน่ง เป็นผู้นำทางทหาร
เป็นรัฐมนตรีกลาโหม โดยทางนิตินัย แต่การสั่งการ บัญชาการให้ทวยทหารทั้งหลาย
ระดมสรรพกำลังออกมาช่วยปั๊มหัวใจให้กับศพที่หมดสภาพ
หมดความชอบธรรมทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัยลงไปเรียบร้อยแล้วนั้น
ไม่ว่าทหารรายไหนต่อรายไหนย่อมต้อง ทำใจลำบาก ไปด้วยกันทั้งสิ้น แม้กระทั่งประเภท
มีวันนี้...เพราะพี่ให้ ก็เถอะ หลังๆ นี้มีแต่ต้อง ปลอดภัยเอาไว้ก่อน ซะเป็นหลัก
แม้จะได้เห็นภาพรัฐมนตรีกลาโหมเดินนำหน้าผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ เข้าเยี่ยมเยียน
กราบกราน อดีตนายทหารอย่าง ป๋าเปรม ผู้ที่ทวยทหารทั้งหลายให้ความเคารพ ยกย่อง มาโดยตลอด
ได้อย่างสง่า ผ่าเผย แต่เมื่อ ป๋า ท่านดันมอบ เนคไท
ให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่รัฐมนตรีกลาโหม
อันนี้...กลับยิ่งก่อให้เกิดความรู้สึกน่าสยดสยองหนักขึ้นไปใหญ่!!!
คือไม่รู้ว่าท่านกรุณามอบไว้ให้ผูกคอซอง หรือมอบไว้ให้ผูกคอตาย
ยังคงต้องอาศัยสติปัญญา ตีความและแปลความกันอีกเยอะ...
------------------------------------------------------------------
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้
คงต้องสรุปว่า...ถ้ารัฐบาลยังคงไม่อาจให้คำตอบได้อย่างชัดเจน
แจ่มแจ้งว่า...แล้วจะเอายังไงกันดี หรือจะเอายังไงกันต่อไปในวันข้างหน้า
สุดท้าย...สภาพ ความเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเถื่อน หรือไม่เถื่อน มันมีแต่จะต้องสูญสิ้น
หมดสิ้นลงไป ดีไม่ดี...อาจหมดลงไปก่อนที่จะถึงวันที่ 2 กุมภา.ซะด้วยซ้ำ
ถึงไม่คิดจะลาออก หรือไม่ยอมเอ่ยคำว่าลาออกอย่างเป็นทางการ
แต่รัฐบาลซึ่งไม่สามารถบริหารจัดการบ้านเมืองได้อีกต่อไป
ในแง่สัจธรรมและข้อเท็จจริงแล้ว...มันก็คือรัฐบาลที่ ตายไปแล้วอย่างเป็นทางการ
นั่นเอง...
------------------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก David Gergen... “Morality
in government begins with officials using words as honestly as possible to
describe the truth.- คุณธรรมในความเป็นรัฐบาลจะเริ่มปรากฏให้เห็น
เมื่อบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐเริ่มหันไปใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการอธิบายความจริง...”.
------------------------------------------------------------------
วันที่ดอกไม้ประชาธิปไตยจะบาน
เปลว สีเงิน
แค่กำนันสุเทพเล่นบท
"หนุมานจองถนน" ก่อนยึดกรุงลงกาหน่อยเดียว พวกอสูรไม่ว่าตัวเมีย-ตัวผู้
แยกเขี้ยวเสียวสะท้านกันยกใหญ่
ลงกาชั้นในก็ระดมทัพยักษ์อำมาตย์กากีรับมือ ลงการอบนอก มารตู่-มารเต้น เกณฑ์พลยักษ์ไพร่
นัยว่าจะให้แดงออกมาลบสถิติ "๑๐ ล้านมวลมหาประชาชน" นั่นเชียว
สรุปว่า จันทร์ที่ ๑๓ มกรา ๕๗
ถนนทุกสายในประเทศไทยจะถูกแปลงสภาพเป็น "ถนนคนเดิน"
พร้อมกันทั่วทั้งประเทศ
โดยแบ่งโซนเจ้าภาพกันไป
"ในกรุงเทพฯ" กำนันสุเทพ นำมวลมหาประชาชนเป็น
"ดอกไม้ประชาธิปไตย" บานทั่วกรุง เทศกาลประชาชนปฏิวัติ
ส่วนโซนต่างจังหวัด ยกเว้นจังหวัดบริวาร กทม.
นังมารร้ายมอบให้ นปช.โดยตู่-เต้น เป็นเจ้าภาพ
เกณฑ์เสื้อแดงออกมาแสดงแสนยานุภาพประชัน
คนจัดน่ะ..พอรู้ แต่คนจ่าย บอกหน่อยซิเจ๊...ใครจ่าย
ใช้งบกลาง งบลับ งบจังหวัด หรือเป็นอีเวนต์ ลาสต์ ซัปเปอร์
"หลอกแดกแม้ว"?
แล้วแบบนี้ เที่ยวพูดว่า
มวลมหาประชาชนปิดเมือง-ปิดประเทศในลักษณะผู้ทำลายได้อย่างไร
เพราะผู้ตื่นรู้ มีจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ
ออกมาขับเน้นประชาธิปไตยคุณธรรม เป็นภาพลักษณ์ "ผู้สร้าง" สู่อนาคตใหม่!
ไม่ใช่ภาพซาตานผู้ทำลาย เหมือนอย่างปี ๕๒-๕๓
ที่ออกมาเมื่อไหร่ หมายถึงความฉิบหายทำลายล้าง บ้านต้องไหม้ เมืองต้องวายวอด
ขนาดเบาะๆ ออกมาที่สนามราชมังคลาฯ วันก่อน
"นักศึกษารามฯ" ยังต้องหามทั้งศพ ทั้งคนเจ็บ!
สำหรับมวลมหาประชาชนพิสูจน์แล้ว ๒-๓ ครั้ง
ออกมาเฉียด ๑๐ ล้าน ภาพแทนที่จะเป็นมุมลบ กลับเป็นภาพบวกสวยงาม
ปลุก "ชีวิต" ประชาธิปไตยไทยให้มี
"ชีวา" โดยมหาประชาชนผู้ตื่นแล้ว ไม่ยอมให้อสูรร้าย
"สิงประชาธิปไตย" โกงบ้าน-กินเมืองอีกต่อไป
มวลมหาประชาชนล้นเมืองขนาดนั้น
แก้วน้ำซักใบยังไม่แตก นั่นแสดงถึงคุณภาพแห่งชีวิต-จิตวิญญาณ
"ประชาชนปฏิวัติ"
ออกมาด้วยอารยะ
ไม่ได้ออกมาเยี่ยงสัตว์ป่ากระหายหิว เป็นสัญญาณบอกถึงอนาคตข้างหน้า....
โดยมหาประชาชน
ที่ไม่ยอมงอมือ-งอตีนให้กับทรราชระบอบทักษิณ ประเทศไทยหลังประชาชนปฏิวัติ
ด้วยมหาประชาชนล้นฟูกรุงเทพฯ จะใสเหมือนแก้วเจียระไน!
ที่เห็นเป็นตำหนินิดๆ น่าเสียดายนั้น....
นั่นคือตะกวดในกรงทักษิณ ที่ออกมาตะกาย
สร้างราคีให้กับความใส และซ้ำร้าย รัฐบาลสำส่อนยังใช้เสนียดในตัวนั้น ป้ายสี....
"ดอกไม้ประชาธิปไตยมหาประชาชนที่จะบานพร้อมกันทั่วทุกถนนในกรุงเทพฯ
๑๓ มกรานั้น...
คือดอกไม้พิษ ฆ่าสังคมประเทศ"!?
ก็อยากจะบอก ดอกไม้ประชาธิปไตย
เป็นดอกไม้ทิพย์สำหรับผู้ตื่นรู้สังคมประชาธิปไตยคุณธรรม
เหมือนสายสิญจน์คล้องศีรษะ เป็นนวมงคล ไม่ฆ่าคนดี
แต่ฆ่าผี ฆ่าซาตาน ฆ่านังมารร้าย
ที่สิงคราบประชาธิปไตย กัดกิน ปอด ตับ ไต หัวใจ ไส้ พุงประเทศ เหมือนอย่างที่
"หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" เคยพูดไว้นั่นตะหาก
ประชาธิปไตยโดยมวลมหาประชาชนน่ะ
ขยายตัวเบ่งบานมากเท่าไหร่ คณะนังมารระบอบทักษิณมันต้องลอยดอกกระฉอกหนีมากเท่านั้น
ด้วยลางสังหรณ์เริ่มกรายหัวให้รู้ตัวว่า
ชีวิตโคตรชั่ว "ชั่วโมงสุดท้าย"
ใกล้ถึงแล้ว!
ถามว่า แล้ว ๒ กุมภาจะมีเลือกตั้งจริงหรือ
เพราะ กกต.แถลงแล้วว่า ต้องเดินไปตามเงื่อนไขเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนดไว้?
ถ้าถาม กกต.ก็คงตอบว่า...มี
แต่ถ้าถามผม ตอบว่า...มี คือ ไม่มี!?
ที่ กกต.ตอบว่ามี ผมเดาทาง
เป็นทางแคบ-ทางบังคับที่ต้องตอบด้วยอับจนใจ และคำว่า "มี" ของท่าน
มีในความหมาย....ไปตายเอาดาบหน้า
รอศาลฎีกามีคำวินิจฉัยสำหรับผู้ไปแจ้งความตำรวจไว้เป็นหลักฐานว่า
จะมีสิทธิ์ได้เป็นผู้ลงรับเลือกตั้งหรือไม่?
แต่ดูปัจจัยรอบด้านแล้ว
มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะละลายงบกว่า ๓,๐๐๐ ล้าน
ไปกับการเลือกตั้ง ที่เลือกเสร็จแล้ว ส.ส.ไม่ถึง ๙๕% เปิดสภาฯ ไม่ได้
ยิ่ง ๗-๑๐ ม.ค.นี้ รัฐบาล รัฐสภา
ส.ส.-ส.ว.๓๐๐ กว่าคน ล้วนมีอนาคตแขวนอยู่บนขื่อคาของ ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ
เป็น "อนาคตที่มืดมน" โดยแท้!
มันตอกย้ำการเดินทางสู่ "สุญญากาศ"
ทางการเมืองของไทยมากขึ้น..มากขึ้นโดยยังมิต้องมองถึงประเด็นว่า....
ขนาดวันรับสมัคร
ประชาชนยังต่อต้านการเข้าสู่อำนาจผ่านเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรม
และมีปัญหากฎหมายมากมายขนาดนั้น แล้วถ้ามีเลือกตั้ง วันนั้น...
๒
กุมภา มหาประชาชน กับ ซาตานระบอบทักษิณ ไม่ต้องฆ่ากัน ๗๗ จังหวัดหรือ?
มหาประชาชนผู้ตื่นรู้ไม่ได้ขัดขวางการเลือกตั้ง
หากแต่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งด้วยระบบและขบวนการที่ระบอบทักษิณเซตไว้
เพราะตลอดเส้นทางสู่รูปแบบเลือกตั้ง ๒ กุมภา
มันเป็นทางเถื่อนที่ระบอบทักษิณตัด แล้วปักป้ายเป็นถนนประชาธิปไตยสายหลัก
ให้หลงทาง!
ถ้าสังคมชาติ "ยอม"
ให้ระบอบทักษิณลากไปตามเส้นทางที่มันปูลาดในครั้งนี้ ชาติทั้งชาติ
ก็จะต้องสยบด้วยจำยอมอยู่ใต้ส้นตีนมัน ยาวนาน ชนิดไม่มีวันได้หลุด-ได้พ้น
ถึงรุ่นลูก-หลาน-เหลน-โหลน โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง
น้องไปป์ ต่อขยายเส้นทางไปถึงสายตระกูล ตู่-เต้น โน่นนนน!
ถ้าชอบกันอย่างนั้น ๑๓ มกรา
ก็ไปเดินตามตู่-เต้นเขา
แต่ถ้าตรองเห็นโทษภัยระบอบทักษิณอันมีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องการนำพาประเทศสู่อนาคตใหม่
ตามเส้นทางมวลมหาประชาชนปฏิวัติ
ก็ไปร่วมเป็น
ดอกไม้ประชาธิปไตยบานเช้า-บานสาย-บานบ่าย-บานค่ำ บานฉ่ำตลอด ๒๔ ชั่วโมง
ทั่วกรุงเทพฯ กับกำนันสุเทพ
ของอย่างนี้ไม่ว่ากัน เป็นสิทธิ-เสรีภาพ
ที่จะคิด ที่จะทำ ที่จะแสดงออก ขอให้การแสดงออกนั้น อยู่บนฐาน สงบ-สันติ
ปราศจากอาวุธ ปราศจากความรุนแรง เป็นอันใช้ได้ทั้งนั้น
ใครจะเป็นดอกไม้ประชาธิปไตยบานกับกำนันสุเทพ
หรือ...จะไปเป็นดอกมารประชาธิปไตยบานกับ
นปช.ตู่-เต้น....?
อนาคตประเทศไทยอยู่ในกำมือแต่ละท่านแล้ว ด้วย
"หุ้นส่วนประเทศ" แต่ละท่าน....
จะให้ดอกไม้ประเทศบานด้วยมหาประชาชน...โปรดเป่านกหวีด
หรือจะให้บานด้วยมารระบอบทักษิณ...โปรดเขย่าตีนตบ!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)