วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สามัญชนต้ำเตี้ย

สูงสุดที่ 'สามัญชนต่ำเตี้ย' รอคำตอบ

  ประเทศไทย มีข้าราชการ "สูงสุด" อยู่ ๒ คน คนหนึ่ง "ผู้บัญชาการทหารสูงสุด" และอีกคน "อัยการสูงสุด" ในรอบสัปดาห์ มีเรื่องทำให้สังคมเกิดคำถามกับกระบวนการอัยการขึ้นว่า "เบื้องหลังความยุติธรรมคือความไม่ยุติธรรม" และ "ความอิสระของอัยการ" คือการทำอย่างใดก็ได้ โดยไม่แคร์ว่าจะมีใครตรวจสอบได้ อย่างนั้นหรือเปล่า?
   
นี่คือคำถาม และผู้ที่เป็น "อัยการสูงสุด" ขณะนี้ชื่อ "นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์" ควรอธิบายเป็นคำตอบให้สังคมได้เข้าใจ ก่อนที่หน่วยงานอิสระอันเป็น "ต้นน้ำ" กระบวนการยุติธรรมจะ "เสื่อม" ศรัทธาและความเชื่อถือไปจากสังคม เหมือนตำรวจ และ DSI ที่ "เสื่อม" อยู่ขณะนี้
   
เหตุก็จากเรื่องที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม จำเลยคดีการหายตัวไปของนายอัลรูไวลี ได้กล่าวหาอัยการและดีเอสไอว่า ร่วมกันนำพยานที่ปรักปรำเขา คือ "พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก" หนีออกนอกประเทศไปซุกไว้ที่ดูไบ
   
เหตุที่ พล.ต.ท.สมคิดใช้คำว่า "พาพยานหนี" เพราะ พ.ต.ท.สุวิชชัยเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับตามคำพิพากษาศาลมีนบุรีที่ให้จำคุกตลอดชีวิต ในคดีฆ่าเชื้อพระวงศ์ลาว
   
เพราะความที่อัยการ-ดีเอสไอ ต้องการใช้ พ.ต.ท.สุวิชชัยเป็น "พยานเอก" ในการรื้อฟื้นคดีใหม่ ตามคำสั่งรัฐบาลทักษิณ แทนที่เจอตัวแล้วจะจับเข้าคุกตามหน้าที่ ซึ่งนั่นก็ยังสามารถเบิกตัวมาเป็นพยานได้   
   
แต่อัยการ-ดีเอสไอ กลับเลือกใช้วิธีตามที่ พล.ต.ท.สมคิดกล่าวหา ร่วมกับกระทรวงต่างประเทศออกพาสปอร์ตให้ อัยการซื้อตั๋วเครื่องบินให้ และดีเอสไอเป็นฝ่ายพา พ.ต.ท.สุวิชชัย ซึ่งเป็นอาชญากรหนีหมายจับ ออกนอกประเทศทางสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งดูไบ
    "
ด้วยวิธีพิเศษ"!?
    "
วิธีพิเศษ" คือไม่ผ่านด่าน ตม.ตามปกติ ส่วนจะประทับตราขาออกในพาสปอร์ตให้กันด้วยวิธีไม่ปกติด้วยหรือไม่ คงไม่ต้องอธิบาย ถ้าออกตามปกติ คงไม่ได้ออก เพราะเจ้าหน้าที่ ตม.กดคอมพ์ปุ๊บ ใบหน้าและรายชื่อในทะเบียนประวัติอาชญากร บุคคล "ห้ามออกนอกประเทศ" จะเด้งปั๊บ
   
ถูกจับทันที!
   
แต่อาชญากรหนีหมายจับ ไม่ถูกจับ เพราะ "ด้วยวิธีพิเศษ" ที่เป็นเช่นนั้นด้วยเหตุผลใด ผมคิดว่า อัยการ-ดีเอสไอ-ต่างประเทศ และ ตม.น่าจะเป็นผู้อธิบายให้สังคมได้เข้าใจ ปล่อยให้เขานินทากัน ไม่ดีหรอก
   
ในส่วนที่เป็นเขตอำนาจอัยการพึงปฏิบัติ และในส่วนที่ถูกหาเป็นผู้จ่ายเงินซื้อตั๋วพาพยานหนีไปซุกไว้ดูไบ ตรงนี้ พล.ต.ท.สมคิดได้ทำหนังสือถึงท่านอัยการสูงสุด ผ่าน "นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล" อธิบดีอัยการสำนักคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกอัยการไปแล้วหลายวันก่อน
   
ประเด็นหลัก นอกจากให้อัยการประสานดูไบ ส่งตัว พ.ต.ท.สุวิชชัยกลับมาในฐานะ "ผู้ร้ายข้ามแดน" แล้ว ยังให้สอบสวนทำความจริงให้กระจ่างในพฤติกรรมอัยการบางคน เช่น นางอินทรานี สุมาวงศ์ อัยการพิเศษ ฝ่ายกิจการต่างประเทศ ๒ เป็นต้น
   
พล.ต.ท.สมคิดอ้างหลักฐานว่า เป็นผู้จ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบินให้ทั้ง พ.ต.ท.สุวิชชัยและดีเอสไอ ในลักษณะพาพยานอันเป็นอาชญากรหนีออกนอกประเทศ ด้วยเจตนาไม่สุจริตบางอย่าง
   
แต่ดูเหมือนท่านจุลสิงห์ วสันตสิงห์ คล้ายหนังสือยังไม่ถึงมือ หรือด้วยเห็นไม่สำคัญ หรือด้วยยังหาคำตอบเป็นทางออกไม่ลงตัว หรือด้วยอุ้มสมเพราะรู้เห็น หรือด้วยอยู่ระหว่างบูรณาการเรื่องราว
   
จึงไม่ปรากฏว่า ท่าน...ในฐานะอัยการสูงสุด ได้แสดง "ความสูงสุด" ด้วยจริยธรรม ด้วยคุณธรรม ด้วยดุลยธรรม และด้วยความรับผิดชอบตามตำแหน่งหน้าที่ "อย่างใด-อย่างหนึ่ง" ออกมา ดังที่เรียกกันว่า "รู้ร้อน-รู้หนาว" ต่อพฤติกรรมฉาวของคนสถาบันอัยการเลย!?
   
ระหว่างนี้ ผมปะติด-ปะต่อเรื่องราวจากแฟ้มข่าว ก็เกิดประเด็นสงสัยฝากถึงท่านอัยการสูงสุดเพื่อวินิจฉัยด้วยว่า เรื่องอาชญากรพยานปากนี้ ไม่ได้ร่วมมือกันเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ-อัยการ-ดีเอสไอ-มหาดไทย เท่านั้น มีความน่าจะเป็นว่า
    "
คนสถานทูตซาอุฯ-ยูเออี" ก็ร่วมรู้-เห็นด้วย!?
   
เพราะพนักงานอัยการ "นายโกวิท ศรีไพโรจน์" ที่ยื่นคำร้องขอศาลส่งประเด็นไปสืบพยานปากนี้ที่ดูไบ อ้างต่อศาลเมื่อ ๗ ม.ค.๕๖ ว่า "พ.ต.ท.สุวิชชัยพำนักอยู่ยูเออี ตามหนังสือกระทรวงการต่างประเทศไทย ลงวันที่ ๗ ม.ค.๕๖ และหนังสือกระทรวงการต่างประเทศ กรมกิจการคนในชาติและคนต่างชาติ ยูเออี ลงวันที่ ๖ ม.ค.๕๖"?
   
คือยูเออี เป็นผู้แจ้งให้ไทยทราบผ่านกระทรวงต่างประเทศว่า "พ.ต.ท.สุวิชชัยอยูที่นั่น"
   
คำถามจึงมีอยู่ว่า...ทำไมยูเออี หรือดูไบจึงกระตือรือร้น "ร่วมมือ" เป็นพิเศษ รีบแจ้งให้ไทยทราบ แต่กับทักษิณ ก็เป็นอาชญากรหนีคดีอยู่ดูไบเช่นกัน
   
แต่ยูเออีไม่เคยกระตือรือร้นแบบนี้เลย?
   
ก่อนหน้านี้ เมื่อ ๑๑ ก.พ.๕๕ สถานทูตซาอุฯ ก็กระตือรือร้นแจ้งมายังไทยชนิดไม่มีเหตุผลว่า "พ.ต.ท.สุวิชชัยไม่ได้อยู่ที่ซาอุฯ" และต่อมา ๒๖ ธ.ค.๕๕ อัยการอ้างถึงหนังสือสถานทูตยูเออี แจ้งต่อศาลว่า พ.ต.ท.สุวิชชัยอยู่ยูเออี?
   
ทำไมทั้งซาอุฯ ทั้งยูเออี จึงร่วมมือกับไทย "เฉพาะเรื่องนี้" ออกหน้า-ออกตาเป็นพิเศษ และพูดถึงการหลบหนี ในโลกนี้มีหลายร้อยประเทศ ถ้าไม่มีเบื้องหลัง ก็คงมีแต่คนสติไม่สมบูรณ์เท่านั้น ที่จะหนีไปซาอุฯ หรือยูเออี
   
เอาหละ...ถ้ายูเออีเป็นมิตรที่แสนดีบริสุทธิ์ใจ ทำไมอัยการ-กระทรวงต่างประเทศ จึงไม่เดินตามช่องการทูต ประสาน "ตำรวจสากล" ให้จับตัว พ.ต.ท.สุวิชชัยส่งกลับไทย
   
ที่อ้างกันว่า...ไทยกับยูเออีไม่มีสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ผมอยากให้ท่านจุลสิงห์อ่านอะไรซักเล็กน้อย เผื่อท่านจะจำอะไรได้บ้าง
    18
ก.พ.53 ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวนายไมเคิล ไบรอัน สมิธ สัญชาติอังกฤษ อดีตผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ลิมิตลิส สำนักงานใหญ่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศยูเออี ในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารกระทำผิดในการโอนเงินของบริษัทเข้าบัญชีตนเองโดยมิชอบ และฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 และ 341 ตามคำร้องขอของอัยการโจทก์
   
ก่อนหน้านี้ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย มีคำร้องขอตามหนังสือทางการทูต มายังกระทรวงการต่างประเทศ และมีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอพิจารณาดำเนินการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ตาม พ.ร.บ.ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 มาตรา 8
   
นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ กล่าวว่า คดีดังกล่าวทางการยูเออีได้ยื่นเรื่องผ่านช่องทางการทูตมายังอัยการ เพราะไทยกับยูเออีไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่อัยการเห็นว่าเป็นคดีอาชญากรรมพื้นฐาน จึงให้ความร่วมมือในการยื่นคำร้อง จนศาลมีคำสั่งส่งตัว"
   
จำได้หรือยังครับท่านอัยการสูงสุด เราเคยช่วยเขา ถ้าเราร้องขอเขาบ้าง กับแค่ส่งตัวพ.ต.ท.สุวิชชัยอันเป็น "คดีอาชญากรรมพื้นฐาน" มาให้ ทำไมเขาจะไม่ช่วย หากแต่มีเจตนาไม่ขอไปเอง
   
ท่านจุลสิงห์มีคำอธิบายตรงนี้ซักเล็กน้อยไหมครับ?
   
คงอธิบายยากหน่อยกระมัง อธิบายไม่ดีจะขัดกับความจริงที่ปรากฏอยู่ คือนอกจากทั้งไม่ต้องการร้องขอ และทั้งไม่ต้องการให้จำเลยได้ซักค้านพยานปากนี้ในศาลแล้ว อัยการเสียเอง ร่วมดีเอสไอ-กระทรวงต่างประเทศ สมคบกันพาตัวไปซุกไว้ที่ดูไบ
   
เมื่อต่อจิ๊กซอว์แล้วจึงเห็น แขกซาอุฯ กับแขกยูเออี ร่วมเล่นยี่เกกับอัยการ-ดีเอสไอรางๆ!
   
อีกประเด็นที่อัยการและกระทรวงต่างประเทศ "ต้องตอบ" คือ ในเมื่อเขาแจ้งที่อยู่ของผู้ต้องหาหลบหนีชัดเจน ทำไมไม่ดำเนินการตามช่องทางการทูต เพื่อเอาตัวกลับมารับโทษ ตามอำนาจ-หน้าที่ ที่อัยการและกระทรวงต่างประเทศพึงทำ?
   
จำได้ไหม ตอนที่ทักษิณเข้าอเมริกา มีคนรุกเร้าให้นายสุรพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ขอให้สหรัฐส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายปึ้งอ้างกับนักข่าวว่าอย่างไร?
    “
โดยหลักการการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ส่งคำร้องไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ผ่านช่องทางการทูตเท่านั้น และในการติดตามตัวเพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กระทรวงการต่างประเทศไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่หน่วยงานผู้ปฏิบัติให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแต่อย่างใด อีกทั้งทางการไทยจะไม่สามารถจัดส่งคำร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังต่างประเทศได้ ถ้ายังไม่มีแหล่งที่อยู่ที่แน่นอน
   
นายสุรพงษ์ นายจุลสิงห์ เคยได้ยินคำนี้ไหม "คำพูดมัดคอตัวเอง" ยูเออีแจ้งหลักแหล่งที่อยู่แน่นอนของ พ.ต.ท.สุวิชชัยให้ทั้งกระทรวงต่างประเทศ และทั้งอัยการทราบแล้ว ทำไมจึงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
   
หรือเพราะ กู....สูงสุด?

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

"อัมมาร"อัดเเนวคิด"เมดิคัลฮับ"ของรมว.สาธารณสุข

"อัมมาร"อัดเเนวคิด"เมดิคัลฮับ"ของรมว.สาธารณสุข ไม่เชื่อว่าจะตกมาถึงการรักษาคนไทย เพราะนโยบายประชานิยมหลังๆมาให้งบจำกัด
นายอัมมาร สยามวาลา
นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ กล่าวผ่านรายการสถานีวิทยุจุฬา เอฟเอ็ม 101.5 กรณีกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการโครงการเมดิคอลฮับในประเทศไทยโดยพัฒนาโรงพยาบาลรัฐให้ดำเนินการเรื่องนี้ว่า ขอถามว่าหลายโครงการที่จะดำเนินการนั้น กระทรวงไม่สามารถทำอะไรกับโรงเรียนเเพทย์ เเละโรงพยาบาลของกระทรวงกลาโหมได้ เพราะเป็นเเดนอิสระเว้นเเต่รัฐให้งบด้านนี้เเต่โจทย์สำคัญสุดตอนนี้ คือโรงพยาบาลรัฐในการให้การให้บริการคนไทยในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค,ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการตอนนี้โดนจำกัดมาก เพราะความต้องการมีมาก รัฐไม่เคยให้ทรัพยากรเพียงพอเเละไม่ลงทุน โรงพยาบาลศูนย์ในจังหวัดต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ โดยไปดูห้องพักคนไข้สามัญ"ขอพูดว่าทุเรศเเละเเย่มาก สุขลักษณะมีปัญหา ผอ.โรงพยาบาลดำเนินการดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดเเละควรยกย่อง เเต่รัฐบาลที่ใช้นโยบายประชานิยมทุกอย่างเเต่ไม่เคยพูดเรื่องนี้เลยว่าจะทำให้ดีขึ้นทรัพยากรที่ลงไปในด้านนี้จากรัฐนั้นไม่ดีเลยเเละการจำกัดของงบ กระทรวงฮุบงบที่ให้สปสช.มาให้โรงพยาบลของตัวเอง เเละไม่เคยใช้เงินลงทุนของเอกชนเเละกีดกันออกไปตลอด ตอนนี้จะให้โรงพบาลเหล่านี้เข้าโครงการนี้มีคำถามเยอะมาก เช่นการลงทุนด้านที่ขาดเเคลนในมุมมองคือปฏิเสธการให้บริการกับคนไทยโดนให้งบจำกัด เเต่ไปให้บริการเเบบสูงคนต่างชาติ ตรงนี้ตรงกันข้ามกับคำว่าประชานิยม ย้ำว่าโครงการนี้ไม่ควรดำเนินการ เพราะโรงพยาบาลเอกชนดำเนินการเเล้ว เเละชาวต่างชาติใช้บริการเกินครึ่งหากเทียบกับคนไทยที่ไปใช้บริการที่นั่น ส่วนโรงพยาบลรัฐนั้นยังพบว่าเด็กตาย เพราะม่มีเครื่องช่วยหายใจเเละเงินในระบบเมดิคอลฮับนั้นไม่เชื่อว่าจะตกมาถึงการรักษาคนไทย" นายอัมมาร กล่าว
นายอัมมาร กล่าวว่า ขอใช้คำว่าทุเรศ ที่รัฐจำกัดงบให้กับสามโครงการที่ระบุ เพราะรัฐบาลเเช่เเข็ง 3 โครงการนี้ 3ปีโดยไม่มีหลักฐานการเเช่เเข็งเคยอยู่กับสปสช.ที่จะเสนอเพิ่มต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้นตามหลักฐานข้อเท็จจริงเเต่รัฐ เเละสำนักงบประมาณเกี่ยงเเละขอปรับ ตอนนี้จะนำเงินที่มาโป๊ะนั้นเงินนี้จะใช้กับคนไทยหรือไม่ การนำทรัพยากรของคนไทยที่จนไปให้คนรวยมันเเย่เเล้ว เเต่โครงการนี้อาจนำไปให้คนต่างชาติที่รวยนั้นยิ่งเเย่กว่า ระบบของ3โครงการนั้น การให้บริการก็เเย่คนไข้รอ 3 ชั่วโมง เพื่อพบหมอสองนาที ตอนนี้ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรด้วย
"ถามว่ารัฐบาลจะเพิ่มการผลิตด้านนี้หรือไม่ ย้่ำว่าบุคลากรในกระทรวงนี้ไม่พอ เเต่เมดิคอลฮับนั้นทราบว่าผู้บริหารกระทรวงนี้ ฝันหวานว่าจะมีบุคลากรจากเอกชนเข้ามาช่วยนั้นใช้เงินเท่าใดในการดึงตัวมา เเละควรปรับปรุงระบบของไทยให้ดีสุดเเละช่วงชีวิต ที่พบว่าสิ่งดีที่สุดที่พบจากนโยบายรัฐบาลพี่ชายของรัฐบาลชุดนี้ นั้นคือคนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาลของรัฐเเละเอกชนเเบบเท่าเทียม เเต่เมื่อให้มาเเล้วก็ทิ้งไปเลย รัฐบาลของพี่ชายให้งบจำกัดมาก เพราะจริงจังตอนเริ่ม เเละได้คะเเนนเสียง จากนั้นก็ทิ้งไป งบก็จำกัดทุกปี ทั้งที่รายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น เพราะนำไปใช้โครงการประชานิยมด้านอื่น วันนี้ยังซ้ำเติมจากหัวข้อข้างต้นอีก รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในช่วงหนึ่ง คือยุคที่นายพินิจ จารุสมบัติเป็นรมว.สาธารณสุข เพิ่งให้งบเพิ่มหลังขาดเเคลนทุกปี เเต่จากนั้นก็มีนโยบายบีบเอกชนไม่ให้บริการคนไทย ทำให้เอกชนรับต่างชาติเเละคนไทยที่มีฐานะ ตรงนี้ดูดทรัพยากรไปจากโรงพยาบาลรัฐ เเละรัฐบาลก่อนรัฐบาลไทยรักไทยในการผลิตบุคลากร เช่น เเพทย์เรียน 6 ปีใช้งบ 2.5 ล้านบาท เเละหากส่วนที่ขาดไปนั้น รัฐจ่ายเงินอุดหนุนเเทนนักศึกษาเเพทย์เเต่โดนจำกัดจากเเพทยสภาบางด้าน เเละยังมีเงื่อนไขจากรัฐที่มีต่อนักศึกษาเเพทย์เช่นทำงานใช้ทุน หรือจ่ายเงินชดเชย รัฐอุดหนุนการผลิตเเพทย์ที่จำกัด เเละทำให้รายได้เเพทย์ดีกว่าข้าราชการอื่นๆ เเต่เป็นนโยบายคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เเละซ้ำเติมด้วยเมดิคอลฮับ"นายอัมมาร กล่าวย้ำ
นายอัมมาร์ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอนั้นไม่มี เเต่ขอให้รัฐบาลคิดว่าควรมองภาพรวมของโรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงนั้นมีปัญหาเเละข้อจำกัดใด ควรเเก้ไขตรงนี้ เเละควรใช้ประชานิยมในด้านนี้สักนิดกับคนไทย โดยผู้บริหารรัฐบาลเเละกระทรวงควรไปดูสภาพจริงๆ ที่ห้องพักคนไข้สามัญ

แดงร้อน




แดงร้อน! อำมาตย์เต้นสุดฉุน ค้อนปลอมเบรกโต้ ศิริโชคแขวะสั่งเผาเมือง

ชินวัฒน์ แท็กซี่แดงอาศัยช่วงหารือสภา เอาภาพ พงศพัศหาเสียงภาพหลังเป็นไฟไหม้โวยกลางที่ประชุม สับทำพรรคเสียหาย อ้างเจ้าของอาคารไม่เชื่อฝีมือ นปช.เผา เจอ สมศักดิ์สอนธรรมเนียมการประชุม ด้าน ศิริโชคยันโพสต์รูปลงเฟซบุ๊กเอง เขียนชัดตัดต่อ บอกหวังระลึกถึงเหตุเผาเมืองตามคำพูด ณัฐวุฒิขณะที่ อำมาตย์เต้นได้ยินจะลุกโต้ เจอประธานสภาฯ เบรกหัวทิ่ม บอกพูดไปไม่จบ ทำเจ้าตัวสุดฉุนลุกจากเก้าอี้เดินออกห้อง แถมไม่เคารพประธานตามมารยาท
     
       วันนี้ (7 ก.พ.) ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ช่วงหารือ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้นำภาพของรถแห่หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พรรคเพื่อไทย ที่มีแกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมหาเสียง โดยภาพแบ็กกราวนด์เป็นรูปไฟไหม้ ซึ่งได้มาจากเว็บไซต์เครือข่ายออนไลน์ว่า ภาพที่นำมาเผยแพร่ดังกล่าวถือว่าสร้างความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของพรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคเพื่อไทย เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่ผ่านมาเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เหมาะสมต่อการสั่งปราบประชาชน เพราะเจ้าของอาคารไม่เชื่อว่าคนเสื้อแดงจะเป็นผู้กระทำ เพราะเป็นช่วงที่ยุติการชุมนุมไปแล้ว นอกจากนั้นแล้วในปี 2552 ที่มีเหตุการณ์เผารถโดยสารประจำทาง จำนวน 52 คัน ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีคนที่ขโมยรถโดยสารประจำทางมาเผา ดังนั้น ขอฝากไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจสอบพฤติกรรมของนักการเมืองมือบอนที่ไม่หวังดีต่อประเทศด้วย
     
       นายสมศักดิ์กล่าวชี้แจงว่า ทราบว่านายชินวัฒน์เป็น ส.ส.ใหม่ ขอทำความเข้าใจว่าในช่วงหารือจะไม่อนุญาตให้นำประเด็นการเมืองมาหารือ แต่อนุญาตให้นำเฉพาะประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วจะให้เวลาหารือคนละ 2 นาที แต่นายชินวัฒน์ ใช้ไป 4 นาทีตนเห็นสมควรแล้ว
     
       จากนั้นได้เกิดเหตุประท้วงตอบโต้ไปมา โดยนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่นำภาพดังกล่าวมาลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวใช้สิทธิ์อภิปรายเพราะถูกพาดพิงว่า ในเฟซบุ๊กตนระบุชัดเจนว่าเป็นภาพตัดต่อ และเมื่อเห็นภาพแล้วทำให้ตนระลึกถึงเหตุการณ์เผาบ้านเมือง ซึ่งจะมีความผิดอย่างไร อีกทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และคนที่บอกว่า เผาเลย ผมรับผิดชอบเองคือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
     
       ทำให้นายณัฐวุฒิขอใช้สิทธิ์ชี้แจงเพราะถูกพาดพิง แต่นายสมศักดิ์ไม่อนุญาต แม้นายณัฐวุฒิจะชี้แจงว่าพาดพิงทำให้เสียหาย แต่นายสมศักดิ์ก็ไม่อนุญาต และให้เหตุผลว่าเมื่อมีการนำประเด็นการเมืองมาพูดก็ไม่มีทางจบ ตนจะไม่อนุญาตใครทั้งนั้น คนที่เริ่มพูดคือคนหารือ และหากตนให้สิทธิ์พาดพิงก็ไม่จบ ดังนั้นขอเข้าสู่วาระกระทู้ถามสด
     
       เมื่อนายสมศักดิ์พูดตัดบทดังกล่าว ทำให้นายณัฐวุฒิลุกออกจากที่นั่งรัฐมนตรีทันที โดยก่อนเดินออกไปได้ยกมือรับไหว้นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนั่งเตรียมตัวชี้แจงกระทู้ถามสด และนายณัฐวุฒิได้ยกมือชูนิ้ว 2 นิ้วก่อนเดินออกไป โดยไม่ได้หันมามองนายสมศักดิ์ หรือทำความเคารพประธานในที่ประชุม ตามที่มีธรรมเนียมปฏิบัติไว้ว่าเมื่อเดินเข้าห้องประชุมหรือออกจากห้องประชุม ต้องแสดงความเคารพประธานในที่ประชุมก่อน
       








































































ชินวัฒน์ แท็กซี่แดงอาศัยช่วงหารือสภา เอาภาพ พงศพัศหาเสียงภาพหลังเป็นไฟไหม้โวยกลางที่ประชุม สับทำพรรคเสียหาย อ้างเจ้าของอาคารไม่เชื่อฝีมือ นปช.เผา เจอ สมศักดิ์สอนธรรมเนียมการประชุม ด้าน ศิริโชคยันโพสต์รูปลงเฟซบุ๊กเอง เขียนชัดตัดต่อ บอกหวังระลึกถึงเหตุเผาเมืองตามคำพูด ณัฐวุฒิขณะที่ อำมาตย์เต้นได้ยินจะลุกโต้ เจอประธานสภาฯ เบรกหัวทิ่ม บอกพูดไปไม่จบ ทำเจ้าตัวสุดฉุนลุกจากเก้าอี้เดินออกห้อง แถมไม่เคารพประธานตามมารยาท
     
       วันนี้ (7 ก.พ.) ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ช่วงหารือ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้นำภาพของรถแห่หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พรรคเพื่อไทย ที่มีแกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมหาเสียง โดยภาพแบ็กกราวนด์เป็นรูปไฟไหม้ ซึ่งได้มาจากเว็บไซต์เครือข่ายออนไลน์ว่า ภาพที่นำมาเผยแพร่ดังกล่าวถือว่าสร้างความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของพรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคเพื่อไทย เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่ผ่านมาเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เหมาะสมต่อการสั่งปราบประชาชน เพราะเจ้าของอาคารไม่เชื่อว่าคนเสื้อแดงจะเป็นผู้กระทำ เพราะเป็นช่วงที่ยุติการชุมนุมไปแล้ว นอกจากนั้นแล้วในปี 2552 ที่มีเหตุการณ์เผารถโดยสารประจำทาง จำนวน 52 คัน ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีคนที่ขโมยรถโดยสารประจำทางมาเผา ดังนั้น ขอฝากไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจสอบพฤติกรรมของนักการเมืองมือบอนที่ไม่หวังดีต่อประเทศด้วย
     
       นายสมศักดิ์กล่าวชี้แจงว่า ทราบว่านายชินวัฒน์เป็น ส.ส.ใหม่ ขอทำความเข้าใจว่าในช่วงหารือจะไม่อนุญาตให้นำประเด็นการเมืองมาหารือ แต่อนุญาตให้นำเฉพาะประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วจะให้เวลาหารือคนละ 2 นาที แต่นายชินวัฒน์ ใช้ไป 4 นาทีตนเห็นสมควรแล้ว
     
       จากนั้นได้เกิดเหตุประท้วงตอบโต้ไปมา โดยนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่นำภาพดังกล่าวมาลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวใช้สิทธิ์อภิปรายเพราะถูกพาดพิงว่า ในเฟซบุ๊กตนระบุชัดเจนว่าเป็นภาพตัดต่อ และเมื่อเห็นภาพแล้วทำให้ตนระลึกถึงเหตุการณ์เผาบ้านเมือง ซึ่งจะมีความผิดอย่างไร อีกทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และคนที่บอกว่า เผาเลย ผมรับผิดชอบเองคือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
     
       ทำให้นายณัฐวุฒิขอใช้สิทธิ์ชี้แจงเพราะถูกพาดพิง แต่นายสมศักดิ์ไม่อนุญาต แม้นายณัฐวุฒิจะชี้แจงว่าพาดพิงทำให้เสียหาย แต่นายสมศักดิ์ก็ไม่อนุญาต และให้เหตุผลว่าเมื่อมีการนำประเด็นการเมืองมาพูดก็ไม่มีทางจบ ตนจะไม่อนุญาตใครทั้งนั้น คนที่เริ่มพูดคือคนหารือ และหากตนให้สิทธิ์พาดพิงก็ไม่จบ ดังนั้นขอเข้าสู่วาระกระทู้ถามสด
     
       เมื่อนายสมศักดิ์พูดตัดบทดังกล่าว ทำให้นายณัฐวุฒิลุกออกจากที่นั่งรัฐมนตรีทันที โดยก่อนเดินออกไปได้ยกมือรับไหว้นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนั่งเตรียมตัวชี้แจงกระทู้ถามสด และนายณัฐวุฒิได้ยกมือชูนิ้ว 2 นิ้วก่อนเดินออกไป โดยไม่ได้หันมามองนายสมศักดิ์ หรือทำความเคารพประธานในที่ประชุม ตามที่มีธรรมเนียมปฏิบัติไว้ว่าเมื่อเดินเข้าห้องประชุมหรือออกจากห้องประชุม ต้องแสดงความเคารพประธานในที่ประชุมก่อน
       

เวทีวิพากษ์น้ำเดือด

เวทีวิพากษ์น้ำเดือด"ปราโมทย์"ลั่นสร้างฟลัดเวย์ต่อให้ 20 ปีก็สร้างไม่เสร็จ สภาวิศวกรตั้ง 8 ประเด็น ส่อเค้าสะดุด หวั่นซ้ำรอย โฮปเวลล์-โรงพัก
 เปิดเผยว่า การจัดงานวิพากษ์โครงการบริหารจัดการน้ำของทางรัฐบาล โดยขณะนี้ได้มีมติอนุมัติ 6 กลุ่มบริษัท ที่ผ่านขั้นตอนการคัดเลือกการเสนอกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น แต่ทาง วสท. ยังเห็นว่าการเสนอกรอบแนวคิดที่ข้ามขั้นตอน จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการก่อสร้างในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาประสบการณ์ความผิดพลาด จากการตัดสินใจที่ข้ามขั้นตอนของรัฐบาลไทย ก็มีให้เห็นอยู่หลายโครงการ ทั้งโครงการโฮปเวลล์ โครงการโรงกำจัดน้ำเสียคลองด่าน และล่าสุดโครงการก่อสร้างโรงพักใหม่ทั่วประเทศ
นายสุวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อประสบการณ์ที่ล้มเหลวในอดีต ยังคงเป็นอนุสรณ์ให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทาง วสท.จึงได้ตั้งข้อสังเกต ผ่านมุมมองของนักวิชาชีพและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ ออกเป็น 8 ประเด็น ดังนี้ 1.การเสนอกรอบแนวคิดที่ข้ามขั้นตอน โดยบ้างโครงการก่อสร้างยังไม่ผ่านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และทำประชาพิจารย์จากภาคประชาชน จึงอาจเกิดการต่อต้านจากภาคประชาชนได้ ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการดำเนินงานไม่เป็นไปตามรายงานกรอบแนวคิด
2.การพิจารณาคัดเลือกขั้นตอนสุดท้าย จากทางรัฐบาลที่กำหนดไว้ 3 ข้อ คือ ด้านเทคนิค เวลา และราคาในการก่อสร้างนั้น สรุปแล้วรัฐบาลจะใช้ดุลยพินิจอะไร ในการพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เป็นกลาง เนื่องจากทั้ง 6 กลุ่มบริษัท ต่างคนต่างนำเสนอรายงาน ซึ่งในทางวิศวกรรมการ ถือว่าการตัดสินใจจากรายงาน ที่เขียนมาแตกต่างกัน ถือว่ามีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก 3.โครงการที่น่าจะเกิดผลกระทบอย่างแน่นอน จากการต้องต่อสู้กับภาคประชาชน คือ โครงการฟลัดเวย์ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการตกลง กับภาคประชาชนอย่างชัดเจน ว่าจะให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบอพยพไปตรงไหน หรือมีการตกลงราคาค่าเวนคืนพื้นที่แล้วหรือยัง
4.โครงการก่อสร้างหลายแห่งอาจต้องเสียเวลาจ้างบริษัท พิจารณาความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบแปลนก่อสร้าง เพราะว่าการดำเนินการก่อสร้างจะต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน
5.การก่อสร้างจะต้องใช้บุคลากรผู้คุมงานก่อสร้างจำนวนมาก เพราะโครงการก่อสร้างทั้งหมด กระจายไปตามลุ่มน้ำต่างๆ ดังนั้นจะควบคุมงานกันอย่างไร
6.จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาก่อสร้าง เนื่องจากรายละเอียดการทำสัญญาไม่ชัดเจน เช่น ถ้าหากว่าสัญญานั้นครอบคลุมทุกโครงการก่อสร้างในโมดูลลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน แต่หากว่าในลุ่มน้ำยมผู้รับเหมา ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ เวลาในการก่อสร้างจะต้องยืดไปอีก ซึ่งอาจเกิดการฟ้องร้อองเป็นคดีความกันได้ ดังนั้นรัฐบาลได้คิดไว้หรือเปล่าว่าจะต้องแยกทำสัญญาหรือไม่
7.อาจเกิดการทิ้งงานจำนวนมากจากผู้รับเหมา เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มบริษัทที่ได้รับงานไปเพียงบริษัทเดียว จะสามารถดำเนินการก่อสร้างเองได้ทั้งหมด จึงต้องมีการจ้างบริษัทซับคอนเทคจำนวนมากเข้ามาช่วย ซึ่งจะเกิดการหักค่าหัวคิวกันเป็นว่าเล่น สุดท้ายจะเหลืองบประมาณก่อสร้างตกถึงบริษัทใหญ่เพียงไม่มาก จนเกิดเป็นปัญหาในที่สุด
และ 8.กลุ่มบริษัทที่มาร่วมกันเสนอกรอบแนวคิดไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน ดังนั้นหากมีการแบ่งงานกันรับผิดชอบ และเกิดบริษัทใดบริษัทหนึ่งก่อสร้างไม่เสร็จ จะต้องเกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาอย่างแน่นอน
ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ทำไทยติดกับดัก
นายปราโมทย์ ไม้กลัด กล่าวว่า แผนแม่บททั้ง 10 แผนที่ออกมาจาก กยน. เป็นแผนคิดคำนึง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 2 สัปดาห์ โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และข้อมูลเก่าจากหลายหน่วยงาน จากนั้นมีการกำหนดงบประมาณ 3.5 แสนล้าน โดยคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ต่างชาติมั่นใจว่าไทยมีความตั้งจริง โดยหลายโครงการคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการก่อสร้างเขื่อน ทั้งๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของประเทศ
ระยะเวลาสั้นๆ ในการร่างแผน โดยที่ไม่มีการศึกษารายละเอียด แนวคิดคำนึงออกมาได้อย่างไรไม่มีใครตอบ หากปล่อยให้เดินหน้าต่อไป ประเทศก็จะติดกับดัก เกิดเป็นอนุสาวรีย์โฮปเวล สถานีตำรวจ ที่ลุยสร้าง จ้างบริษัท แต่เอาเข้าจริงเป็นไปไม่ได้อดีต กยน. กล่าว
เขาตั้งข้อสังเกตว่า โครงการฟลัดเวย์ กรอบเวลาที่ตั้งไว้ 5 ปี ไม่มีทางแล้วเสร็จ ต่อให้ 20 ปีก็ ไม่มีทางสร้าง อย่าลืมว่าบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาค่าเวรคืน แรงต่อต้านจากคนในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าหลายโครงการจะเดินหน้าไปได้ยาก
ด้าน ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ยอมรับว่าโครงการบริหารจัดการน้ำภายใต้งบประมาณ
3.5 แสนล้านบาท เป็นโครงการใหญ่ ที่ทุกคนแสดงความเป็นห่วงได้ เพื่อเกิดประโยชน์เต็มที่ โดยสาเหตุที่รัฐบาลต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเข้ามา เพราะการฝากชีวิตไว้กลับคนกลุ่มเดิมไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงเวลาที่ต้องหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเสนอกรอบแนวคิดใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาน้ำของประเทศ
ประเทศต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่เพื่อใม่ให้บอบซ้ำไปมากกว่านี้ โดยหลังจากที่ กยน. ได้กำหนด 10 แบล๊คโบน หรือโมดูลจัดการน้ำ เพื่อเป็นมาสเตอร์เพลนให้ กบอ. นำไปปฏิบัติ โดยมีข้อกำหนดให้โครงการแล้วเสร็จตามเงื่อนเวลาที่เหมาะสม ซึ่งหลายฝ่ายห่วงว่าจะข้ามขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขั้นตอนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน
ในทีโออาร์ได้กำหนดชัดเจนในขั้นตอนการออกแบบก่อสร้าง โดยกำหนดให้รับประกันราคาสูงสุด โดยไม่มีการปรับราคาในภายหลัง ซึ่งบริษัทที่ชนะการประมูลจะต้องบริหารจัดการความเสี่ยงด้านงบประมาณก่อสร้าง ตลอดจนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามกฎหมายไทย ไม่ใช่ละเลย หรือข้ามขั้นตอนนี้ไปตัวแทน กบอ. อธิบาย และว่า ทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบ ถ้ายังไม่มีการก่อสร้าง จะยังไม่จ่ายเงิน รัฐบาลจะไม่ยอมเสียค่าโง่ซ้ำรอยที่ผ่านมา
กรอบข้อเสนอแนวคิดของกลุ่มบริษัทเอกชน ซึ่งถือเป็นสมบัติของรัฐบาล จะนำมากำหนดเป็นทีโออาร์ฉบับใหม่ เพื่อใช้เป็นข้อสอบใหม่ เป็นโจทย์เดียวที่มีความชัดเจน ซึ่งแต่ละกลุ่มบริษัทที่เข้ารอบ 2 ต้องกลับไปทำข้อเสนอเข้ามาใหม่เพื่อตัดสินในรอบสุดท้าย เดือนเมษายน
หลักเกณฑ์ 3 ข้อที่ กบอ. ใช้ในการตัดสินผู้ชนะการประมูล คือ คุณสมบัติด้านเทคนิค ราคา และเวลาในการก่อสร้าง โดยรัฐบาลได้กำหนดกรอบเวลาไว้ที่ 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการจัดการน้ำของประเทศ ในเมื่อเราไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ แต่จะให้รอ 15 ปี 20 ปี คงไม่ได้ดร.อภิชาติกล่าว
หลังจากได้ผู้ชนะการประมูลแล้ว กบอ.จะดำเนินการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา 3 กลุ่ม ได้แก่ 1 Project Management Consultant ทำหน้าที่บูรณาการระหว่าง 10 โมดูลให้เชื่อมโยงกัน 2 Consultant Engineering รับผิดชอบด้านการออกแบบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฏหมายไทย และ 3 Project super vision ทำหน้าที่คำนวนราคา และงบประมาณ
ในทุกขั้นตอนมีผู้รับผิดชอบดูแล ไม่ใช้ระบบเหมาจ่าย บริษัทไม่มีโอกาสขอเงินเพิ่ม มีแต่โอกาสได้เงินน้อยลง มีการตรวจสอบบริษัทที่เข้ามารับงานต่อ เนื่องจากบริษัทเดียวทำงานเองทั้งหมดไม่ได้ อาจจำเป็นต้องมีบริษัทย่อยๆ มารับงานไปเขาอธิบาย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้จากเวทีวิพากษ์นี้คือข้อเสนอ ให้กลุ่มบริษัทรับผิดชอบร่วมในกรณีที่การก่อสร้างเดินหน้าไปไม่ได้ การฟ้องร้อง ความรับผิดชอบต้องเป็นของบริษัทที่ได้ทำสัญญาร่วมกัน โดย กบอ. จะกลับไปหารือเพื่อเขียนข้อกฎมายให้รัดกุมมากขึ้น
ดร.อภิชาติ ทิ้งท้ายว่า ข้อเสนอกรอบแนวคิดจากภาคเอกชน ทำให้เห็นว่า มีหลายข้อเสนอที่วิศวกรไทยอาจมองข้าม เช่น แนวทางการปรับระดับน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนภูมิพล แนวทางการแก้ปัญหาคอขวดที่อยุธยา ซึ่งเป็นข้อเสนอจากบริษัทต่างชาติทั้งสิ้น โดยเขาได้โยนคำถามให้กับวิศวกรไทยว่า ที่ผ่านมาได้ทำอะไรให้กับรัฐบาลบ้าง หลายโครงการที่ผ่านมายังมีข้อผิดพลาด ทั้งเรื่องการวางท่อ สร้างถนน ซึ่งวิศวกรรุ่นใหม่ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศ

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์..ธีรยุทธ

บทวิเคราะห์การเมืองไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง
โดย "ธีรยุทธ บุญมี"


                    นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์การเมืองไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง  ....   หัวข้อ  ยุคของการเมืองปัจจุบันยุคของทักษิณ-การเมืองรากหญ้า ประชานิยม         
                    1. การเมืองยุคของทักษิณ ช่วงเกือบ 15 ปีที่พรรคการเมืองของทักษิณชนะการเลือกตั้งทั่วไป ได้เสียงข้างมากติดต่อกัน รวมทั้งสามารถขยายฐานรากหญ้า เสื้อแดง ระดมพลไปเลือกตั้งและชุมนุมประท้วงได้อย่างกว้างขวาง สะท้อนว่าทักษิณกลายเป็น 1 ใน 3 ของผู้มีบารมีทางการเมืองในช่วงหลัง พ.ศ. 2500 ที่มีบทบาทเปลี่ยนโฉมการเมืองไทย ซึ่งได้แก่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ทักษิณจะช่วยให้การเมืองไทยดีขึ้นหรือประเทศล่มจมยังเป็นสิ่งต้องพิสูจน์อีกยาวนาน         
            2. เกิดการเมืองรากหญ้า-ประชานิยม วิกฤติการเมืองไทยรุนแรง เพราะการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ที่รุนแรงที่สุดคือการไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย เพราะมองว่าไม่ใช่ของจริง ไม่ต้องสนใจจริงจัง เช่น ฝ่ายอนุรักษ์มองว่า เสื้อแดงไม่มีตัวตนเพราะถูกจ้างมา โง่จึงถูกหลอกมา ไร้การศึกษาจึงถูกชักจูงโดยทักษิณ แต่ชาวรากหญ้าเสื้อแดงกลับมองว่า ทักษิณมีบุญคุณล้นเหลือคือ (ก) นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ช่วยผ่อนเบารายจ่ายของคนจนอย่างมาก         
           นอกจากแก้การเจ็บไข้ร่างกายแล้ว ยังแก้เจ็บใจที่แต่ก่อนไปสถานพยาบาลแล้วถูกดูถูกปฏิเสธ (ข) ชาวบ้านมองกองทุนและโครงการช่วยคนจนต่างๆ ว่าเป็นก้าวแรกที่มีการช่วยเหลือทางวัตถุโดยตรงและจริงจังแก่ชาวบ้าน (ค) ชาวบ้านชอบความรวดเร็วและเด็ดขาดเอาจริงเอาจังของทักษิณ โดยเฉพาะในการปราบปรามยาเสพติด (ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า ปัญหายาเสพติดกระทบโดยตรงต่อครอบครัวคนชั้นกลางล่าง ชั้นล่าง หรือคนจนในเขตเมืองมากกว่าที่คิด และลดลงมากในช่วงทักษิณ) ส่วนเสื้อแดงก็ไม่ยอมรับเสื้อเหลือง มองเป็นพวกไม่มีเหตุผล ความคิด เพราะคลั่ง ชาติคลั่ง เจ้า
         
            3. การเมืองรากหญ้ามีความสำคัญต่อประชาธิปไตย ถ้าจะมองพัฒนาการการเมืองไทยในด้านสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ในช่วงราชาธิปไตยชาวบ้านไม่มีทั้งเสรีภาพและศักดิ์ศรี ต่อมาในช่วงเผด็จการทหารมีบางส่วนได้มีศักดิ์ศรีแต่ไม่มีเสรีภาพ ชนชั้นกลางในสังคมไทยเพิ่งจะมีเสรีภาพก็ในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 และชาวบ้านระดับรากหญ้าเองก็มามีเสรีภาพในการแสดงออกหลัง 19 กันยายน 2549 การเมืองรากหญ้าจึงเป็นดัชนีบ่งชี้พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ประชานิยมน่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงในอนาคต อย่างไรก็ตาม พลังรากหญ้า เสื้อแดงมีลักษณะเฉพาะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และการชุมนุมเป็นคราวๆ ยังไม่เป็นขบวนการการเมือง ไม่มีเป้าหมายอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองแต่อย่างใด         
                 รากเหง้าของวิกฤติ         
                 1. เรารวมศูนย์มากเกินไป ท้ายที่สุดศูนย์กลางเอาไม่อยู่  ก่อนรัตนโกสินทร์ไทยไม่ได้ปกครองแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ  มีความหลากหลายของรูปแบบการปกครอง ขนบ วัฒนธรรม  เพิ่งมีการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จทุกด้านในสมัยรัชกาลที่ 5  โดยรัฐเป็นเจ้าของและผู้ใช้ทรัพยากรทุกอย่าง เชิดชูส่วนกลาง  กดเหยียดของเดิม จึงเกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม  ความน้อยเนื้อต่ำใจในหลาย ๆ ด้านฝังลึกอยู่  เนื่องจากทุกอย่างรวมศูนย์ที่รัฐ ทั้งอำนาจและทรัพยากร  ชนชั้นนำที่เข้ามามีอำนาจการเมืองล้วนหยิบฉวยใช้ประโยชน์จากรัฐทั้งสิ้น         
                   ส่วนชาวบ้านเกือบไม่เคยได้อะไรจากรัฐ จึงตำหนิชาวบ้านเต็มที่ไม่ได้  เมื่อประเทศต้องการให้มาลงคะแนนเป็นรากฐานให้ประชาธิปไตย  พวกเขาจึงถือเป็นอำนาจต่อรองในการซื้อ-ขายเสียง ขอโครงการเข้าหมู่บ้าน  ชาวบ้านตื้นตันใจกับทักษิณที่ใช้ประชานิยมผันเอาเงินของรัฐไปช่วยชาว บ้านอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง  แม้ตัวเองจะไม่ยอมจ่ายแม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ตาม         
                    ตัวอย่างความไม่ชอบธรรมอันเนื่องมาจากการรวมศูนย์มากเกินไป ซึ่งต้องร่วมกันแก้ไข คือ         
                   (ก) ความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ คุณภาพชีวิต  อำนาจในการใช้และควบคุมทรัพยากรพื้นฐาน ตั้งแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แร่ธาตุ  ป่าไม้ การสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพอนามัย ฯลฯ  มีอยู่มากและได้พูดกันมากแล้ว         
                   (ข)  ประวัติศาสตร์เป็นความภาคภูมิใจของคน ตั้งแต่รัชกาลที่ 6  เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน เราเน้นประวัติศาสตร์แบบกษัตริย์นิยมเป็นรัชกาลๆ ไป  เกือบไม่มีเรื่องราวของคน อาชีพ สถานะอื่น ไม่มีประวัติศาสตร์สังคมโดยรวม         
                   ไม่มีการเขียนประวัติศาสตร์ว่าคนอาชีพต่างๆ มีส่วนสร้างสังคมอย่างไร  ราวกับว่าไม่มีพวกเขาอยู่  ความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของประเทศจึงเกิดน้อย  สถานที่สาธารณะของเรามีรูปปั้น มีชื่อถนน สะพาน อาคาร สวนสาธารณะ ฯลฯ  ตามพระนามพระมหากษัตริย์ เกือบไม่มีชื่อของปราชญ์ชาวไทย พระ ทูต  นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก นายแพทย์ นักสำรวจ  นักเศรษฐศาสตร์ นักแต่งเพลง กวี ศิลปิน ดารา นักกีฬา เช่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ปรีดี พนมยงค์ พระยาอนุมานราชธน พุทธทาสภิกขุ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ กุหลาบ  สายประดิษฐ์ สุนทราภรณ์ มิตร ชัยบัญชา สุรพล สมบัติเจริญ ปรีดา จุลละมณฑล  รวมทั้งบุคคลสำคัญของท้องถิ่นต่างๆ  ในต่างประเทศเช่นราชสำนักอังกฤษให้อิสริยาภรณ์กับหลากหลายอาชีพ  แม้แต่ชาวต่างประเทศ เปเล่ เอลตัน จอห์น บิล เกทส์ เดวิด เบคแฮม ฯลฯ  ในขณะที่เรามีให้กับข้าราชการทหาร พลเรือน และภริยา  กับนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่         
                   (ค) ภาษา ขนบประเพณี  วัฒนธรรม ของท้องถิ่นถูกทอดทิ้งละเลยไปมาก เช่น  มีการรื้อถอนคุ้มจวนเจ้าเมือง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่สวยงาม  แล้วสร้างศาลากลางที่อัปลักษณ์แบบไทยภาคกลางลงไปแทน  วัดวาจำนวนมากก็ถูกเปลี่ยนเป็นแบบวัดภาคกลางแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์  มีการใช้ภาษาบาลี ไปเป็นชื่อถนน อำเภอ ตำบล แทนชื่อท้องถิ่น ฯลฯ  ยิ่งสร้างความแปลกแยก แทนที่จะสร้างความเข้าใจ เคารพซึ่งกันและกัน         
                   ชาวบ้านรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมมาตลอดชีวิต ถูกดูหมิ่นดูแคลน  ไม่มีศักดิ์ศรีของตัวเองให้เกิดความเคารพความรับผิดชอบตัวเอง  เมื่อชนชั้นกลางในเมืองต่อต้านคนที่มีบุญคุณเช่นทักษิณ จนเกิดรัฐประหาร 19  กันยายน ขึ้น พวกเขาจึงรู้สึกว่ายิ่งถูกซ้ำเติม ไม่ได้รับความเป็นธรรม  ศูนย์กลางใช้ 2 มาตรฐานต่อพวกเขา  จึงเกิดการไม่ยอมรับอำนาจของศูนย์กลางขยายตัวกว้างขวางขึ้น         
                   2. ความต่างในค่านิยม ความคิดพื้นฐานระหว่างรากหญ้ากับชนชั้นนำ ตอกย้ำความไม่เข้าใจกันเพิ่มมากขึ้น     ชาวบ้านอยู่กับความยากจนมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย  จึงชอบวัตถุจับต้องได้อย่างเห็นชัดๆ ชอบความไวทันใจแบบปาฏิหาริย์  ชาวบ้านจึงชอบตะกรุด หลวงพ่อคูณ (กูให้มึงรวย) แทงหวย ชอบทองคำ  ซึ่งบ่งบอกถึงความรวยชัดๆ (มวยไทยเก่งๆ ได้แจกสร้อยทองคำ)  ชาวบ้านยังมีค่านิยมแบบนักเลง มีน้ำใจให้กัน พึ่งพากันได้  ชอบฮีโร่หรือวีรบุรุษที่สร้างความหวัง (ส่วนใหญ่ไม่สมหวัง) ให้กับตน  ชอบผู้นำที่ฉับไว กล้าได้กล้าเสีย ไม่ต้องยกแม่น้ำทั้งห้า  ส่วนคนชั้นสูงชอบระเบียบ ความสงบ เรียบร้อย  เพราะเท่ากับว่าคนที่ต่ำกว่ายอมรับโครงสร้างอำนาจเดิม  และมองว่าระเบียบเป็นสิ่งเดียวกับประสิทธิภาพ         
                 แต่เมื่อใช้กับระบบราชการที่มีอยู่มานานจึงเชื่องช้า  (นี่เป็นค่านิยมหลักของประชาธิปัตย์ที่ถูกวิจารณ์หนักมาตลอด)  ชนชั้นสูงชั้นกลางเน้นการพึ่งตนเองและระบบ  เน้นวัตถุเหมือนชาวบ้านเช่นกันแต่พยายามมีคำอธิบาย พวกเขาเน้นนามธรรม  และชอบเทศนาคุณธรรม ความดี  จึงเป็นที่มาของความต่างระหว่างประชาธิปไตยกินได้ของชาวบ้านกับประชาธิปไตย ดูได้ของชนชั้นสูง         
                  ความแตกต่างในค่านิยมระหว่างชนชั้นล่าง และชนชั้นสูง/กลาง        
                 ชั้นล่าง ค่านิยมชีวิตทั่วไป ชอบความง่าย สนุกสนาน รู้สึกชีวิตไม่เป็นธรรม  ชอบวัตถุจับต้องได้ เน้นการพึ่งพา ช่วยเหลือกัน ใจกว้างใจนักเลง         
                    ชั้นสูง/กลาง ชอบระเบียบ กระบวนการ ความสงบเรียบร้อย มารยาท  ชีวิตเป็นโอกาส ช่องทางเปิดกว้าง ชอบนามธรรม เน้นคุณธรรม ความดี  (แต่ก็ชอบวัตถุ) เน้นการพึ่งตนเอง ช่วยตนเอง         
                 ค่านิยมทางการเมือง         
                  ชั้นล่างชอบ ผู้นำวีรบุรุษ นโยบายประชานิยม ประชาธิปไตยกินได้         
                  สำหรับนักการเมือง ประชาธิปไตย (กู) ได้กิน         
                  ชั้นสูง/กลาง ไม่ชอบทักษิณที่ไม่เคารพกติกา ไม่ชอบประชานิยม เพราะทำให้คนไม่รับผิดชอบตนเอง ชอบ         
                   ประชาธิปไตยคนดี (เพราะพวกเราเป็นคนดี) หรือประชาธิปไตยดูได้ เผด็จการคนดีก็รับได้         
                    มุมมองใหม่ของปรากฏการณ์ของ การเมืองรากหญ้า ขบถคนเล็กคนน้อย         
                     1. จะเข้าใจปรากฏการณ์เสื้อแดงได้ดีขึ้น  ถ้ามามองทฤษฎีวงจรอุบาทว์หรือทฤษฎีสองนคราฯ ให้ลึกลงในระดับโครงสร้าง  เราเคยอธิบายว่าการเมืองไทยเป็นสองนคราธิปไตย คือคนชนบทตั้งรัฐบาล  คนเมืองล้มรัฐบาล หรือคนชนบทซื้อ-ชายเสียงเลือกตั้ง นักการเมืองถอนทุน  ชนชั้นกลางไม่พอใจ ทหารรัฐประหารเลือกตั้งใหม่         
                     แต่นี่เป็นการมองเชิงปรากฏการณ์  ถ้ามองเชิงโครงสร้างเราจะมองเห็นวงจรของการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจการ เมืองซ้อนทับอยู่ คือ ชนบทเป็นแหล่งที่มาของทรัพยากร  แรงงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ  และเป็นแหล่งที่มาที่ชอบธรรมให้กับประชาธิปไตย (ซึ่งก็คือการเลือกตั้ง)  ส่วนเมืองเป็นแหล่งผลิตใช้ทรัพยากร และเป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตย  และเพื่อให้วงจรนี้ดำรงต่อไปได้ก็มีการครอบงำชาวบ้าน  โดยวาทกรรมความสำคัญของศูนย์กลาง ของประชาธิปไตยคนดี  และมาตรการสุดท้ายคือรัฐประหาร         
                    ประเทศตะวันตกไม่เกิดวงจรอุบาทว์นี้  เพราะเขาทำให้ประชาชนทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ  กล้าใช้สิทธิเสรีภาพของตน ประชาธิปไตยในต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ  ต้องมีการลงทุนด้านสังคม การศึกษา ค่านิยม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม  รับผิดชอบ กลุ่มธุรกิจ ธนาคาร อุตสาหกรรม  และภาคสังคมเป็นตัวหลักในการสร้างมหาวิทยาลัย โรงเรียน พิพิธภัณฑ์  สวนสาธารณะ ที่ประชุม ชุมชน หอศิลป์ ที่ฟังดนตรี สร้างสังคมที่ดี สวยงาม  น่าอยู่ น่ารับผิดชอบร่วมกัน ฯลฯ         
                     ชนชั้นนำไทยละเลยภารกิจนี้โดยสิ้นเชิง  กลับโยนความไม่เป็นประชาธิปไตยไปที่ชาวบ้าน ตั้งแต่รัชกาลที่ 6  ชนชั้นสูงของไทยสร้างค่านิยม อุดมการณ์แบบนิยมกษัตริย์  ทหารเน้นอุดมการณ์ความมั่นคง ส่วนกลุ่มทุน ธุรกิจต่างๆ  ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบหรือร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  หรือสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยขึ้นเลย ชนบทจึงเป็นแหล่งที่มาของทรัพยากร  แรงงานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นผู้ลงคะแนนเสียง  หรือแหล่งที่มาของความชอบธรรม (legitimacy)  ของประชาธิปไตยที่ดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยที่ตัวเองเกือบไม่ได้อะไร         
                       อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็รู้ดีว่าอำนาจต่อรองทำให้เกิดผลประโยชน์ได้  เมื่อคนเมืองต้องการให้พวกเขาลงคะแนนเลือกตั้ง  การซื้อ-ขายเสียงอย่างเป็นระบบ การของบโครงการเข้าหมู่บ้านจึงเริ่มขึ้น  ตั้งแต่ปี 2521 และขยายตัวเรื่อยมา  สังคมทั่วไปประณามว่าเป็นเหมือนมะเร็งร้ายของประชาธิปไตย  แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการแบ่งปัน ขอคืน ของชาวชนบทก็ได้เช่นกัน         
                       การเกิดขึ้นของการเมืองรากหญ้าจึงเสมือนเป็นกระบวนการย้อนกลับที่จะดึงเอา อำนาจ ความมั่งคั่ง ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ กลับคืนสู่ชนบท  จะเป็นสิ่งที่ดีมากและเกิดผลยั่งยืนแก่ประชาธิปไตยถ้ากระบวนการนี้ยั่งยืน  แล้วสร้างความเป็นธรรมในที่สุด เพราะความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำต่างๆ  เป็นรากเหง้าลึกที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหาเหลือง-แดง  การเมืองรากหญ้า-ประชานิยม 
                       2 . เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วอำนาจ เมืองไทยยุค 2 ก๊ก ก๊ก คนเลว โจโฉ จะชนะก๊ก  คนดี เล่าปี่-ขงเบ้ง ขณะที่การเมืองไทยกำลังก่อรูปเป็น 2 ศูนย์อำนาจ คือ  ศูนย์อำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมกับศูนย์อำนาจรากหญ้า  ซึ่งเป็นภาวะที่ทั้งน่าสนใจและน่าเป็นห่วงมากที่สุดเมื่อเทียบกับการเปลี่ยน แปลงการเมืองทั้งหมดที่ผ่านมา ภาวะ 2 ศูนย์อำนาจจะแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน  แต่ละส่วนมีฐานที่มั่น ที่มาความชอบธรรม (legitimacy)  ควบคุมอำนาจที่ต่างกันชัดเจน         
                       (ก)จากนโยบายประชานิยม  ซึ่งจะหลากหลายขึ้น ทั้งประชานิยม เศรษฐกิจ อาชีพ สังคม (กองทุนสตรี  การแจกคอมพิวเตอร์แทบเล็ตให้เด็กนักเรียน[3]) ประชานิยมด้านอัตลักษณ์  วัฒนธรรม ประเพณี         
                      (ข) จากคนเล็กคนน้อย  จากหลากหลายอาชีพ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม  ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเหยียด เช่น ตำรวจ อัยการ  พ่อค้า แม่ค้า (ไม่จำเป็นต้องเป็นคนจนหรือยศชั้นต่ำ)         
                      จะเห็นได้ว่าฝ่ายเสื้อแดง-รากหญ้าอยู่ในสถานะได้เปรียบ  ฝ่ายอนุรักษ์เสียเปรียบ เพราะ (ก)  แนวทางและวาทกรรมในการต่อสู้ของเสื้อแดงจูงใจคนเล็กคนน้อย  (แต่เป็นคนส่วนใหญ่ได้)  ส่วนของความคิดอนุรักษ์จำกัดอยู่ในเรื่องชาติและพระมหากษัตริย์ (ข)  เสื้อแดงมีความชอบธรรมในเรื่องประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง  ซึ่งเป็นความชอบธรรมสากลของโลกปัจจุบัน         
                      ส่วนความชอบธรรมของฝ่ายอนุรักษ์เป็นเชิงประวัติศาสตร์ประเพณีซึ่งเก่าแก่และ สึกกร่อนได้ (ค) วิสัยทัศน์ของพลังอนุรักษ์ตีบตันจึงเป็นฝ่ายตั้งรับ  ในขณะที่ฝ่ายรากหญ้าเส้นทางเปิดกว้างเพราะสามารถคิดสิ่งใหม่ๆ  มาให้กับชาวบ้านได้ โดยมีงบประมาณ ทรัพยากรรองรับ         
                      ภาวะ 2 ศูนย์กลางไม่เป็นผลดีในที่สุดต้องเหลือเพียงศูนย์เดียว ในระยะยาวโอกาสของพลังฝ่ายรากหญ้ามีมากกว่า         
                       บทสรุป         
                   ไม่มีทางออกในระยะใกล้ มีแต่สิ่งที่ต้องทำเพื่อทางออกระยะยาว         
                  1. ไม่มีทางออกจากการรอมชอมในระยะสั้น เพราะปัญหาฝังลึกมานาน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีปากเสียงมานาน อีกฝ่ายศรัทธาในสถาบันที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานาน ต่างเชื่อว่าอีกฝ่ายจะล้มล้างหรือซ้ำเติมฝ่ายตน        
                    2. การขยายตัวของขั้วทักษิณ-รากหญ้า มีโอกาสทำให้เกิดการแตกร้าวระดับโครงสร้างและสถาบันมากขึ้น ดังที่กล่าวว่า วงจรการเมืองเป็นเสมือนการย้อนเอาอำนาจ รายได้ ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ ความยุติธรรมกลับคืน เส้นแบ่งระหว่าง 2 ศูนย์อำนาจนอกจากจะเป็นความเสียเปรียบ/ได้เปรียบ คนต่ำต้อย/คนชั้นสูง มีแนวโน้มขยายเป็นเรื่องอัตลักษณ์ (คนอีสาน เหนือ ใต้ กรุงเทพฯ) วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับการเมืองประชาธิปไตยในแง่ที่จะเกิดความหลากหลายทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การตระหนักในอำนาจ ศักดิ์ศรีของตนเองกับคนไทยอย่างกว้างขวางที่สุด เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าเป็นวงจรการเมืองแบบเอาคืนหรือทีใครทีมันอย่างสุดขั้ว ก็จะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อได้ และจะเป็นเรื่องเสียหายเกิดความเสียหายร้ายแรงที่สุดถ้าเส้นแบ่งขั้วขัดแย้งขยายเข้าไปสู่สถาบันกองทัพ ศาล เป็นต้น         
                     อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองจะผ่านความรุนแรงไปได้อย่างน้อยช่วงหนึ่งถ้าทักษิณและเพื่อไทยมองเห็นว่า เวลาอยู่กับฝ่ายตน ไม่จำเป็นต้องกดดันให้มีการเผชิญหน้าของมวลชน และใช้เวลาดังกล่าวแก้ไขความไม่ถูกต้อง ซึ่งมีมาช้านานให้ดีขึ้น แต่ก็ควรมุ่งเชิงโครงสร้างและค่านิยมที่ควรมากกว่า
         
                       3. ต้องมีการปรับกระบวนทัศน์หรือแม่บทความคิดใหม่ว่า ประเทศไทยควรเป็นอย่างไร ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง การปฏิรูปปรับปรุงสถาบัน องค์กร สำคัญๆ ต่างๆ ทั้งหมด อาทิ   รูปแบบการปกครองประเทศควรเป็นอย่างไร ควรจะกระจายอำนาจการตัดสินใจในทางเศรษฐกิจ การศึกษาในระดับภูมิภาค การพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร         
                         เป็นที่ประจักษ์ชัดจากความขัดแย้งปัจจุบันว่า ได้ลุกลามไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ นักวิชาการรวมทั้งนักคิดที่ใกล้ชิดราชสำนัก เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล         
                         นพ.ประเวศ วะสี นายอานันท์ ปันยารชุน ควรสร้างการศึกษาค้นคว้า สร้างความรู้ที่ถูกต้องว่า สถาบันกษัตริย์ควรจะดำรงอยู่ในระบบเสรีประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์อย่างไร โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการอนุรักษ์สุดขั้วบางส่วน ที่พยายามจะหวนกลับมายกย่องให้พระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ มีพระราชอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการย้อนยุค สถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่ในสังคมเสรีประชาธิปไตยและโลกยุคข่าวสารได้ยั่งยืน ก็ต้องเป็นสถาบันที่มีสถานะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอย่างแท้จริง         
                         นอกจากจะมีหน้าที่ ภารกิจตามรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว ยังมีภารกิจตามขนบประเพณี ทางศาสนา วัฒนธรรม และที่สังคมคาดหวัง เช่น เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นแหล่งที่มาของเกียรติยศ จริยธรรม คุณธรรม พิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น         
                        นักเศรษฐศาสตร์สำคัญทั่วโลกล้วนสรุปว่า นโยบายประชานิยมแม้จะมีส่วนดีในหลายด้านแต่ก็ล้มเหลวในที่สุดในทุกประเทศที่เคยใช้มา เพราะเกิดปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนและเงินเฟ้อรุนแรง สังคมต้องช่วยกันกดดัน วิพากษ์ วิจารณ์ทักษิณและพรรคเพื่อไทยทีจะพัฒนาเปลี่ยนรูปนโยบายนี้ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง         
                     ผู้ที่ควรร่วมคิด ผลักดันประเด็นข้างต้นควรเป็น นักวิชาการเสื้อเหลือง แดง และนักวิชาการทั่วไปที่ไม่ยึดแนวสุดขั้วจนปฏิเสธอีกฝ่ายหนึ่ง ภาคธุรกิจ กลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งอยู่ตรงกลางมากที่สุด แต่ก็มีผลได้ผลเสียจากความขัดแย้งปัจจุบันมากที่สุด ควรมีบทบาทชดเชยสิ่งที่ควรทำแล้วไม่ได้ทำ ด้วยการลงทุนสร้างความยุติธรรม บรรยากาศ ค่านิยมประชาธิปไตยให้กว้างขวางที่สุด         
                      4.การเกิดขั้วทางอำนาจนี้ คงดำเนินต่อไปอีกยาวนาน มีโอกาสเกิดการชุมนุมประท้วงรุนแรงขึ้นได้อีก จำเป็นที่เราต้องยกระดับให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยเข้มแข็ง (strong democracy) ที่ใช้ทั้งสิทธิและเสรีภาพและตามลักษณะที่เข้มแข็งทั้ง 3 ด้าน (strong right, strong freedom, strong responsibility) คือเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็รักษาสิทธิของตน รับผิดชอบต่อสิทธิเสรีภาพของตนเต็มที่