วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

บทความคมชัดลึก

ยุค ใครทำดีได้ชั่ว-ใครทำชั่วได้ดี!
ใครบางคนพูดว่า ชาติไทยมีตำรวจดีคนเดียวเท่านั้น คือ ตำรวจที่ยืนโด่เด่อยู่ในกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติโน่นไง!
      
       
แต่ใครคนนั้นก็เปรยต่อว่า ที่รูปปั้นตำรวจยังอุ้มราษฎรไว้ในวงแขนจนทุกวันนี้ เพราะรูปปั้นนั้นไร้ชีวิตไร้จิตวิญญาณ..
      
       
หากรูปปั้นตำรวจมีชีวิตเยี่ยงมนุษย์อยู่ในสังคมโจรครองเมืองดังปัจจุบัน รูปปั้นตำรวจคนนั้น คงเปลี่ยนจากตำรวจดีๆ ของประชาชน ไปเข้ากับตำรวจโจรที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้ มหาโจรเหลี่ยมสะดวกกับการปล้นบ้านปล้นเมือง..จริงไหม?
      
       
สังคมมหาโจรครองเมืองนั้น ตำรวจดีที่เสี่ยงชีวิตไล่จับโจร หรือมีจิตใจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ โอกาสจะได้เป็นใหญ่ในหน้าที่การงานน้อยมาก แต่ตำรวจที่บ้าอำนาจ-เงินทองเป็นสรณะ อีกทั้งหน้าต้องด้านใจต้องกล้ากราบตีนมหาโจร ที่หนีคำพิพากษาศาลไปอยู่ในต่างแดนโน่น ถึงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นใหญ่ในวงการตำรวจ

      
       
ทั้งๆ ที่ตำรวจชั่วแบบนั้น ประชาชนชุบเลี้ยงต่อไปก็เปลืองข้าวสุก เพราะได้กลายเป็นงูเห่าแว้งกัดประชาชนคนดีอยู่ในขณะนี้
      
       
สังคมใด..หากมีตำรวจเห็นกงจักรเป็นดอกบัวขึ้นเป็นใหญ่ สังคมจะไร้ขื่อแปและสูญสิ้นความยุติธรรมเบื้องต้นไปโดยปริยาย
      
       
ตำรวจชั่วจะให้ความยุติธรรมใครได้อีกล่ะ? เป็นตำรวจแต่กลับไปกราบตีนนักโทษหนีคุก เป็นตำรวจแต่กลับนับถือนักโทษอาญาเหนือสิ่งอื่นใด จนมองไม่เห็นความผิดของนักโทษที่ถูกศาลตัดสินให้ต้องจำคุก 2 ปี และหนีหมายศาลอีกหลายคดี
      
       
ที่สำคัญ..เป็นตำรวจชั่วที่บังอาจทำตัวเหนืออำนาจศาล!
      
       
ตำรวจที่จงใจให้ผู้ร้ายติดยศเพื่อเป็นสิริมงคล จากยศที่ได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะนักโทษชายหน้าเหลี่ยมคนนี้ เป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้ายที่สนับสนุนขบวนการแดงล้มเจ้าอีกด้วย!
      
       
ที่น่าเจ็บใจ คือ ตำรวจชั่วๆ พวกนี้ไม่ได้กินเงินเดือนของมหาโจร แต่กินเงินเดือนจากภาษีคนไทยทั้งชาติ ทว่า..แทนที่จะทำงานรับใช้ประชาชนอย่างซื่อสัตย์ กลับดันไปรับใช้ มหาโจรเหลี่ยมและพวกแดงเผาบ้านเผาเมือง-ก่อการร้าย ฆ่าทหารและประชาชนหน้าตาเฉย
      
       
แน่นอน..รัฐบาลที่มหาโจรเหลี่ยมบงการ ซึ่งมีนายกฯ สมองกลวงและรองนายกฯ หรือครม. “White Lies” ไม่มีวันจะอยู่ค้ำฟ้า การที่ตำรวจชั่วบางคนท้าท้ายอย่างอหังการทำนองว่า
      
       
หากเปลี่ยนรัฐบาล..ไม่ต้องไล่..กูออกเอง!
      
       
ตำรวจที่ไม่ยอมจับผู้ร้าย-กลับไปรับใช้ผู้ร้าย แถมให้ผู้ร้ายติดยศบนบ่า แล้วเอารูปมาติดโชว์หราน่ะ..มันผิดกฎหมาย (โว้ย) จึงมิใช่แค่ลาออก..แต่ต้องติดคุกด้วย (ว่ะ)!
      
       
เพราะผิดทั้งวินัยร้ายแรงและผิดกฎหมายหลายฉบับ อีกทั้งยังผิดกฎหมายมาตรา157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การกระทำชั่วช้าสามานย์แบบนั้น จึงสิ้นสุดความเป็นตำรวจของประชาชนแล้ว เพราะได้กลายเป็นตำรวจส่วนตัวของมหาโจรเหลี่ยมเต็มตัวแล้วครับ!
      
       
ดังนั้น อย่าเสียเวลาไปถกเหตุผลถูก-ผิด-ควร-ไม่ควร หรือเรียกหาความยุติธรรมจากตำรวจชั่วพวกนี้อีกต่อไป วันนี้..ข้าราชการใหญ่กลุ่มหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำของชาติไทย ได้สูญสิ้นมโนสำนึกอันดีงาม ยอมตนเป็นขี้ข้าของมหาโจรการเมืองหน้าเหลี่ยมไปเสียแล้ว
      
       
ความยุติธรรมจึงถูกรุมฆ่าจนแทบจะสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย!
      
       
ก็ขนาดแดงเผาบ้านเผาเมืองเผาศาลากลาง ฆ่าทหารและผู้คนเป็นข่าวภาพฉาวไปทั้งโลกแท้ๆ คนชั่วในกระบวนการยุติธรรมไทยบางคน ยังกำลังจะทำให้คนผิดกลายเป็นคนถูก ยังทำให้ทหารที่เสียชีวิตจนต้องจากพ่อแม่พี่น้องลูกเมียก่อนวัยอันควร เพื่อนำความสงบกลับคืนมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง กำลังโดนยัดข้อหาให้กลายเป็นฆาตกรอย่างอธรรมที่สุด
      
       
ภัยอันตรายต่อความมั่นคงของชาติไทยวันนี้ ที่แท้คือ..ชาติไทยมีมหาโจรครองเมือง แถมยังมีตำรวจชั่วบางกลุ่มเป็นโจร ข้าราชการใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นขี้ข้ารับใช้กลุ่มมหาโจรการเมืองชั่วทำร้ายชาติบ้านเมืองครับ
      
       
ตำรวจชั่วนั้น จะมีอำนาจอยู่ในมือตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจะใช้ข้อหาเท็จ-หลักฐานเท็จ-ใช้กฎหมายอธรรม ยัดเยียดความผิดอันจอมปลอมให้ใครก็ได้ แถมยังมีอาวุธปืนที่พร้อมจะใช้เป็นศาลเตี้ย เพื่อวิสามัญชีวิตใครก็ได้ในใต้หล้า ฯลฯ
      
       
มหาโจรหน้าเหลี่ยมจึงพยายามที่จะสร้างรัฐตำรวจชั่วขึ้นบนแผ่นดินไทย เพื่อหวังจะใช้ตำรวจเป็นอีกกองกำลังหนึ่ง ไว้ทำลายอริทางการเมืองและรับใช้พวกตนครับ
      
       
อลัชชี-เป็นคนชั่วที่ใส่ผ้าเหลืองหลอกผู้คนว่า-เป็นพระเมื่อใดที่ชาวพุทธรู้..อลัชชีชั่วมักถูกประชาทัณฑ์ หรือถูกกฎหมายลงโทษฉันใด ตำรวจชั่ว-ก็มิได้ต่างไปจากอลัชชีฉันนั้น
      
       
แค่คนชั่วมาสวมใส่เครื่องแบบสีกากี แล้วใช้อำนาจอธรรม-ข่มขู่-คุกคามประชาชนไปวันๆ พฤติกรรมชั่วที่มิใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่แท้จริง จึงปรากฏจากกมลสันดานมาให้ผู้คนได้รู้ได้เห็นอย่างเปิดเผย จนทำให้ตำรวจส่วนใหญ่ที่ดีต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย และแน่นอน..ทำให้ประชาชนก่นด่าขับไล่ สุดท้าย..ก็หนีไม่พ้นคุกตะราง..
      
       
นั่นยังไม่รวมการทำชั่วต่อแผ่นดินไทยอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเวรกรรมมหันต์จะต้องตามสนองในบั้นปลายอีกด้วยครับ!
      
       
เฮ้อ..เมื่อน้องชั่วๆ ทั้งหลาย-กล้าทำชั่วให้พี่ น้องจึงมีวันนี้..เพราะพี่ให้ไงล่ะ ยุคมหาโจรหน้าเหลี่ยมครองเมืองน่ะ..ใครทำชั่วได้ดี-ใครทำดีได้ชั่ว..โว้ย..ฮ่าฮ่าฮ่า...

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

บทความไทยโพสต์

ทุจริตสำแดงมาแรงกว่าที่คาด
  • 10 กันยายน 2555
พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายกับปมคอร์รัปชัน ที่มีการพาดพิงมายังคนในรัฐบาลและการดำเนินนโยบายบางโครงการ
สาหัสที่สุดคือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ภาคเอกชน นักวิชาการตั้งวงชำแหละว่าเป็นโครงการมหาคอร์รัปชัน เปิดช่องให้โกงกินทุกขั้นตอน คาดกันว่าจนถึงขณะนี้มีเม็ดเงินรั่วไหลไปแล้วนับแสนล้านบาท
และยังไม่เห็นทางออกว่า พรรคเพื่อไทยจะหยุดวงจรคอร์รัปชันในโครงการจำนำข้าวอย่างไร!
อีกซีก ภาคเอกชน โดยภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ ยังคงเดินหน้ารณรงค์ต่อเนื่อง พุ่งเป้าไปที่โครงการจำนำข้าว โครงการจัดการน้ำ และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินสูง ซึ่งมีข้อมูลยืนยันว่านักธุรกิจถูกเรียกเก็บเงินค่าหัวคิวใต้โต๊ะสูงกว่า 25%
ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีฯ ระบุว่า รัฐบาลสอบตกการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน กลับปล่อยให้ระบาดหนักขึ้น โดยปี 2554 ดัชนีคอร์รัปชันของไทยอยู่อันดับที่ 80 สูงขึ้นจากลำดับที่ 78 ใน 183 ประเทศทั่วโลกที่มีปัญหาคอร์รัปชัน
สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่พบว่า สถานการณ์คอร์รัปชันเดือน มิ.ย. 2555 ทวีความรุนแรงขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นต่ำลงมาอยู่ที่ 3.5 คะแนน จากเต็ม 10 และเชื่อว่าปี 2556 ปัญหาคอร์รัปชันจะเกิดมากขึ้นจากงบ3.5 แสนล้านบาท จากโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ตัวละครที่ปรากฏในข่าวคอร์รัปชันแบบมาแรงแซงทางโค้ง ณ เวลานี้ต้องยกให้ นักการเมือง ด. ในรัฐบาล หลังถูกระบุเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใส เรียกรับผลประโยชน์การประมูลงานหลายโครงการ
ที่มาแรกเริ่มจากฝ่ายค้าน พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2556 วงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท ว่ามีคนดังของฝ่ายรัฐบาลเข้ามาครอบงำการพิจารณางบ
ตามด้วย ศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ขยายแผลซ้ำในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ วาระ 2-3 ว่ามีนักการเมืองดังใกล้ชิดกับรัฐมนตรี ดึงเงินจากกระทรวงมาลงพื้นที่ของตัวเอง และยังครอบงำ คณะกรรมาธิการงบประมาณทั้งคณะ
กระทั่งการโยกย้ายฟ้าผ่า พ.ต.อ.ดุษฎีอารยวุฒิ พ้นจาก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ถูกโยงว่าเพราะนักการเมือง ด.ไม่พอใจที่ พ.ต.อ.ดุษฎี เข้าไปตรวจสอบคดีหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้ารถหรู ซึ่งกระทบคนใกล้ชิด
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการแฉว่า เป็นเพราะมือปราบโกงผู้นี้ไปตรวจสอบโครงการฟื้นฟู ป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งมีงบสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท โดยพบว่าในพื้นที่ 6 จังหวัด ภาคอีสาน ภาคเหนือ ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย โครงการฟื้นฟูก่อสร้างแหล่งน้ำ ซ่อมแซมถนนลาดยาง ถนนลูกรัง หลายร้อยโครงการที่ถูกตรวจสอบล้วนโกงกินไม่มีเหลือ ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการชักหัวคิวการประมูลงานผ่านกลุ่มก๊วนในพื้นที่ส่งถึงนักการเมืองคนดัง

แม้แต่การโยกย้ายแต่งตั้งบิ๊กข้าราชการในฤดูโยกย้ายหลายกระทรวง วงในสะพัดว่าต้องวิ่งผ่าน บิ๊ก ด.ที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยออกมาปฏิเสธว่า ไม่ทราบว่านักการเมือง ด.คือใครในรัฐบาล และท้าให้ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ
ประเด็นการทุจริตที่เป็นมรสุมกระหน่ำรัฐบาลเพื่อไทยอยู่เวลานี้ และการพุ่งเป้าไปที่ ด.คาดว่าจะเป็นหัวเชื้อให้ฝ่ายค้านต่อภาพให้เห็นถึงวงจรคอร์รัปชันภายในรัฐบาล ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งฝ่ายค้านต้องยื่นหลักฐานและคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายด้วยข้อหาทุจริต
นี่เป็นศึกหนักของพรรคเพื่อไทย...
เพราะไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านที่ตรวจสอบการคอร์รัปชันเพียงลำพัง ซึ่งรัฐบาลอาจโต้ได้ว่าเป็นเกมการเมืองต้องการทำลายความเชื่อถือ หากแต่สถาบันทีดีอาร์ไอ นักวิชาการ พลังจากภาคเอกชน ต่างจับตาการคอร์รัปชันภาครัฐทุกฝีก้าว
ที่สำคัญ กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลเองเป็นตัวการสนับสนุนการคอร์รัปชัน เมื่อกลไกของรัฐคือ เลขาธิการ ป.ป.ท. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบคอร์รัปชันโดยตรงและเริ่มมีผลงานปรากฏ กลับถูกรัฐบาลสั่งย้ายเข้ากรุ
สิ่งที่รัฐบาลทำให้เห็น มีเพียงเรื่องเดียว คือ การจัดงานพิธีกรรมต่อต้านการคอร์รัปชันและคำพูดที่สวยหรู
ทั้งที่รัฐบาลยืนยันหนักแน่นว่าจะปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
และเป็น 1 ใน 16 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554 ช่วงเข้ารับตำแหน่ง โดยเขียนนโยบายปราบปรามการคอร์รัปชันเป็นลำดับที่สาม รองจากการแก้ปัญหายาเสพติด การสร้างความปรองดอง
สำทับอีกครั้ง จากคำกล่าวของนายกฯยิ่งลักษณ์ ล่าสุดที่มาเปิดงาน “Stop Corruption : รวมพลเครือข่ายต้านคอร์รัปชั่นร่วมกับภาคเอกชน เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่ต้องการหยุดคอร์รัปชัน
เราต้องรวมพลังกันแก้ปัญหานี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทย เพราะการที่ต่างประเทศจะตัดสินใจมาลงทุนจะดูความโปร่งใสในการทำธุรกิจที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
ว่าไปแล้ว รัฐบาลเพื่อไทยมีบทเรียนจากปัญหาคอร์รัปชันในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หลายคนยังติดบ่วงคดีคอร์รัปชันในชั้นศาลอยู่
บทเรียนดังกล่าว ทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทยต่างเห็นตรงว่า ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะมีชัยชนะล้นหลามและมีโอกาสอยู่ยาว ทว่าปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลจะเสื่อมศรัทธา หนึ่งในนั้นคือ
ปัญหาคอร์รัปชัน ...
นักการเมืองเชี่ยวกรากอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ระบุว่า เงื่อนไขที่จะทำให้รัฐบาลเพื่อไทยอยู่อย่างมั่นคง ต้องทำ 3 เรื่อง 1.แก้ปัญหายาเสพติดได้ 2.แก้ปัญหาความยากจนได้ และ3.กำจัดคอร์รัปชัน โดยเฉพาะรัฐบาลต้องไม่มีเรื่องคอร์รัปชันเป็นอันขาด ถ้าครบ 3 อย่าง ใครทำอะไรรัฐบาลไม่ได้
แกนนำขบวนการเสื้อแดง จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วิเคราะห์เช่นกันว่า รัฐบาลต้องไม่ปราบปรามประชาชนและต้องไม่คอร์รัปชัน
วันนี้คนในพรรคเพื่อไทยต่างยอมรับว่าปัญหาคอร์รัปชันสำแดงเร็วกว่าที่คาดและกระเทือนกับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลแน่นอน

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์ไทยโพสต์

พม่ารู้ทางที่ต้องเดิน แต่ไทยยังไร้ทางออก
สภาพม่าผ่านร่างกฎหมาย การลงทุนจากต่างชาติฉบับใหม่เมื่อวานนี้(7 ก.ย.) ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่นักลงทุนจากต่างชาติ
  รวมทั้งนักธุรกิจไทยเฝ้ารอคอยมานาน แม้ที่ผ่านมา การลงทุนอาจจะไม่มีข้อกฎหมายที่ชัดเจน แต่นักลงทุนมักจะเข้าไปร่วมกับรัฐบาลทหารของพม่า ดังนั้นหากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ก็หมายความว่าพม่าจะเปิดรับการลงทุนต่างชาติโดยมีกฎหมายคุ้มครองและมีกติกาการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งหากย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในพม่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว
 หากย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้ประกาศจะปฏิรูปหลายด้าน ต่อมามีการจัดการเลือกตั้ง และพม่าได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากพลเรือน ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุครัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศมาร่วม 50 ปี  หลังจากเปิดโอกาสทางการเมืองในประเทศ พม่าได้เปิดรับบริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆมากขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าพม่ากำลังเร่งปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง และหากยังดำเนินนโยบายเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองครั้งใหญ่อีก 1-2 ปี พม่าจะไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้
 คนไทยจำนวนไม่น้อยมองพม่าหรือเพื่อนบ้าน ด้วยสายตาดูถูกเมื่อเทียบกับการพัฒนาของไทย บางคนถึงกับพูดว่ากว่าจะพัฒนาทันประเทศไทยต้องใช้เวลา 20-30 ปี แต่จากที่เห็นการเปลี่ยนในพม่าในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมากจากภาพที่มีการประท้วงและทหารกวาดล้างกลางเมืองหลวงเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งขณะนี้เราเห็นพม่าเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังในแทบทุกด้านที่เห็นว่ามีความจำเป็น รวมทั้งการยกเลิกปิดกั้นข้อมูลข่าวสารด้วยการเปิดรับนักท่องเที่ยวและสื่อเข้าประเทศอย่างเสรี
 หากดูการเปลี่ยนแปลงในพม่า แล้วย้อนกลับมาดูสังคมไทย เราอาจจะเห็นว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงนั้น สังคมไทยแทบจะไม่มีการปฏิรูปกฏกติกาทางสังคมการเมืองใดๆเลย บางคนถึงกับบอกว่าสังคมไทยได้หยุดนิ่งในการพัฒนาแทบทุกด้าน แม้แต่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานก็หยุดไปด้วย เนื่องจากคนไทยมัวแต่มายุ่งกับความขัดแย้งทางการเมือง และความขัดแย้งนี้เองก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าของประเทศ
 ความขัดแย้งทางการเมืองทำให้การเปลี่ยนแปลงของประเทศแทบจะหยุดนิ่ง ในขณะที่โลกภายนอกเกิดการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังจะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับการเมืองนั้นจะพบว่ามีอยู่ไม่กี่เรื่อง อาทิ ความเคลื่อนไหวของอดีตผู้นำบางคนในต่างแดน ความขัดแย้งระหว่างคนสีนั้นกับสีนี้ เป็นต้น แม้แต่การพูดคุยของคนไทยในชีวิตประจำวันก็มักจะมีเรื่องเหล่านี้เข้ามาเป็นประเด็นเสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่าเราแทบไม่เปลี่ยนแปลงต่อประเด็นปัญหาของประเทศเลย
 หากเราดูเพื่อนบ้านอย่างพม่า และที่เราดูถูกว่าเขาล้าหลังกว่าไทย แต่เราก็ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแทบทุกวัน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการพัฒนาประเทศ ในขณะที่เราเองแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงใดๆเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นว่ากรณีของพม่านั้น ผู้นำทางการเมืองเขารู้ว่าประเทศต้องการอะไรและจะพัฒนาไปทางไหน แต่ผู้นำทางการเมืองเรายังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำพาประเทศไปอย่างไร นอกจากปล่อยไปตามกระแสโลก เมื่อไม่รู้ว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร อาจเป็นคำตอบว่าการเมืองไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วง 4-5 ปี

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะร์เดลินิวส์

เมื่อ"น้องน้ำ"ไหลมาสนามผู้ ว่าฯก็คึกคัก
กลายเป็นคำถามที่ตามหลัง น้องน้ำมาติด ๆ ว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของ  คนเมืองหลวงซึ่งจะมีขึ้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันจากพรรคประชาธิปัตย์ ครบวาระการทำหน้าที่ในวันที่ 10 มกราคมปีหน้า จะมีใครเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งบ้าง   
โดยเฉพาะจาก 2 พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
   
ในกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ แม้
คุณชายหมูหรือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะประกาศตัว ป้องกันแชมป์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนออกมาให้เห็น   
อาจจะเป็น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ หรือไม่ก็ได้ แต่เหตุผลหลักของการที่ไม่มีความชัดเจน ประการสำคัญน่าจะอยู่ที่การประเมินว่า
คู่แข่ง อย่างพรรคเพื่อไทยจะส่งใครลงสมัครมากกว่า   
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหว
สนามเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน หลังจัดอบรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทางการเมืองเรื่อง ยุทธศาสตร์การลงพื้นที่ในส่วนของภาค กทม.   
หลัก ๆ ของงานนี้ก็คือการเตรียมความพร้อมเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
     
ก่อนที่ไปสู่นโยบาย สิ่งที่สังคมอยากรู้คือ ใครจะเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในส่วนของพรรคกันแน่
   
เต็งหนึ่งของงานนี้ คงเป็นใครไม่ได้นอกจาก
คุณหญิงหน่อยหรือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ประกาศตัวตั้งแต่พ้นโทษการเมือง 5 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ขอเว้นวรรคในตำแหน่งรัฐมนตรี   
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า หรือคุณหญิงหน่อยจะมองไกลไปกว่านั้น ซึ่งนั่นน่าหมายถึงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.
   
ในอดีตที่ผ่านมายังไม่เคยมี ผู้ว่าฯ กทม.ผู้หญิงมาก่อน
   
ใช่แต่คุณหญิงสุดารัตน์ ยังมีชื่อคนอื่นที่น่าสนใจอีกมากมาย
   
เห็นว่ามีชื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง
, ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.   
ที่วันนี้ยังไม่ได้
คำตอบน่าจะเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยมองว่า ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่สามารถเชื่อได้อย่างแน่นอนว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะลงสมัครอีกสมัย   
สถานการณ์วันนี้จึงเป็นการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง เชื่อว่าในระยะหลังจากนี้จะมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างยิ่ง
   
สนามเมืองหลวงครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองอย่างยิ่ง สำหรับพรรคเพื่อไทยแล้ว
ไม่ได้ก็ไม่เสียหาย เพราะอย่างไรความเป็นรัฐบาลก็ยังคงอยู่ แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ สนามแห่งนี้คือที่มั่นทางการเมืองด่านสุดท้าย   
เพื่อไทย
แพ้ได้ แต่ประชาธิปัตย์ ห้ามแพ้เด็ดขาด   
นี่จึงเป็น
ที่มา ของความเคลื่อนไหวที่ว่า ทำไมจึงไม่รีบร้อนเปิดตัวผู้ลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. กันตั้งแต่ไก่โห่.

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

เปลวสีเงิน

อะไรคือ 'หลักบริหาร' รัฐบาลนี้?
"อย่าบอกว่า 'เด้ง' สิคะ"!
   
นี่คือ "ยิ่งลักษณ์" ผู้เป็นนายกฯ ระริกพ้อ เมื่อถูกนักข่าวถามถึงการย้าย "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ" จากเลขาฯ ป.ป.ท.ไปเป็นรองปลัดยุติธรรม ท่ามกลางสังคมครหา "เพราะ พ.ต.อ.ดุษฎีตรวจสอบทุจริตเงินเยียวยาน้ำท่วมของรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ใช่ไหม?"
   
ครับ...เป็นนายกฯ มาครบปี ผมให้ "สอบผ่าน" ตำแหน่งนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศก็อีตรงนี้เอง ตรงที่เธอเข้าใจด้วยชัดเจนช่ำชองในคำว่า "เด้ง" นั่นแหละ

   
นอกจากราย พ.ต.อ.ดุษฎีแล้ว จาก ครม.วานนี้ (๔ ก.ย.๕๕) มีการเด้งขึ้น-เด้งลงอีกหลายตำแหน่ง ในหลายกระทรวง ที่จับตาลีลาเด้งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์กันมาก ก็ที่มหาดไทย ปรากฏว่า เด้ง "ใต้ตีนทักษิณตั้ง" ไม่กระดิกไปทางไหน
   
ตั้งแต่ตำแหน่ง "ปลัดมหาดไทย" ไปเลยทีเดียว!
   
ก็นับเป็นเกียรติแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูลกันดีนะครับ ขอให้จำเริญ..จำเริญ..ในหน้าที่ราชการงานรัฐบาลแดงกันถ้วนทั่วหน้า ให้สมกับที่บินไปซบใต้เกือกซาบซ่ากันมาแล้วถึงฮ่องกงโน่นเถิด
   
พ.ต.อ.ดุษฎี เลขาฯ ป.ป.ท.(เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) ไม่นิยมการเป็นข้าราชการใต้ตีนทักษิณตั้ง ก็เลยตกอยู่ในสภาพ "ถวิล ๒" กลายๆ
    "
ถวิล ๑" ถูกเด้งจากเลขาฯ สมช.ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ

    "
ถวิล ๒" พ.ต.อ.ดุษฎี ถูกเด้งจากเลขาฯ ป.ป.ท.ไปเป็นรองปลัดยุติธรรม

   
ใครจะเป็นข้าราชการตงฉินรายต่อไป ที่ไม่ยอมสยบให้กับระบบบูรณาการโกง แล้วจะถูกเด้งมาเป็น ถวิล ๓ ถวิล ๔ ถวิล ๕ ก็ค่อยดูกันไป เพราะผมเชื่อ
    "
กรุงรัตนโกสินทร์ย่อมไม่สิ้นข้าราชการที่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน" อีกแน่ๆ!
   
พูดถึง พ.ต.อ.ดุษฎี ในขณะที่ ครม.ประชุมเด้งท่านไปขึ้นหิ้ง ตัวท่านอยู่โน่น...นั่ง ฮ.เหินหาวไปกับ "นายโชติ ตราชู" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไปบินสำรวจการบุกรุกป่าสงวนฯ และอุทยานแห่งชาติแถวๆ จังหวัดเลย ชัยภูมิ
   
เพราะนโยบาย "งกเอาแต่ได้" ของไอ้งั่ง สนับสนุนให้ปลูกยางพาราชนิดไม่ลืมหู-ลืมตากันทั่วประเทศ ยุคทักษิณนั่นแหละ ทั้งชาวบ้าน ทั้งนายทุน ทั้งนักการเมือง และทั้ง ๓ ฝ่ายบูรณาการกันบุกรุก หักร้างถางป่าสงวนฯ-อุทยานแห่งชาติ เอาที่ดินไปปลูกยางกันเป็นแสนๆ ล้านๆ ไร่

   
วันนี้....บินแล้ว แลไปทางไหน เห็นแต่เขาหัวโล้น โพลนไปหมด!

   
ไม่ว่าป่าสงวนฯ-อุทยานแห่งชาติแถวๆ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ป่าภูผาขาว ภูผายา ภูหลวง จังหวัดเลย ป่าภูหอ ป่าภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ ทั้งปล่อย ทั้งสมคบกันบุกรุกจนยับเยิน-ยับย่อย สูญสิ้นสภาพป่าสมบูรณ์เกือบหมด เห็นแล้วก็สมน้ำหน้า

    "
หมดป่า น้ำมาท่วมเมือง"!
   
นี่ถ้าผมเป็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นอกจากไม่ยอมแล้ว ต่อให้หัวเด็ดตีนขาด ก็จะไม่กล้าเด้ง พ.ต.อ.ดุษฎีไปไหน เพราะนอกจากสมาร์ต แมน แอนด์ แฮนด์ซัม หล่อขั้นเทพแล้ว ยังเป็นข้าราชการทำงานตงฉิน ไล่จับ ไล่ตรวจสอบการโกง-กินของพวกข้าราชการและนักการเมืองยุคนี้-วันนี้
   
ชนิดไม่เกรงบารมี "แดงทั้งแผ่นดิน" หน้าไหน!
   
นับเป็นข้าราชการที่สนองนโยบายปราบคอรัปชั่น อันเป็น ๑ ใน ๑๖ นโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเป็นอย่างดี และทั้งที่ไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไว้ ด้วยการจัดงานปราบคอรัปชั่น แล้วแอคชั่นเปิดที่เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อ ๑๘ สิงหา
   
เลขาฯ ป.ป.ท.ทำงานอันคนอื่นทำได้ยาก และไม่กล้าทำ โดยเฉพาะการตรวจสอบโครงการทุจริตงบฉุกเฉินจากเหตุภัยพิบัติ ๖ จังหวัดในภาคอีสาน เช่นถนนหนทางจากงบ ๑.๒ แสนล้าน และจากงบบริหารน้ำ ๓.๕ แสนล้าน ปรากฏว่า แตะตรงไหนก็พบ "บูรณาการโกง" ตรงนั้น
   
แทนที่จะเป็นความดี-ความชอบ ทำดีแล้วทำต่อไป แต่ที่ไหนได้...ดี-เด่น-ดัง นักรึ
    "
เด้ง" มันไป ภายใน ๓ วัน ๗ วันซะเลย!?
   
ก็ให้รู้ว่าไผเป็นไผ อันพวกผู้รับเหมาก่อสร้าง ทำถนน ถมอิฐ ถมหิน ถมดิน ถมทราย ขายของหากินกับรัฐ มีจังหวัดไหนบ้างล่ะที่ไม่ใช่อาชีพของพวกท่าน ส.ส.เค้า
?
   
ยิ่งไปตรวจจับที่ หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ ขอนแก่น ชัยภูมิ เลย อีกตั้ง ๓-๔ วันถึงจะถูกย้าย นั่นนับว่ารัฐบาลที่เน้นปราบคอรัปชั่น เค้าเมตตาท่านเลขาฯ ป.ป.ท.มากแล้วนะเนี่ย!

   
เจอท่านนายกฯ ก็กราบอก-กราบตักขอบพระคุณท่านซะ!
   
สำหรับรองนายกฯ ไวต์ไลน์ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" นั่นน่ะ ผมว่าขมุกขมอมเหมือนแมวคราว แถมทำรัฐบาลใกล้พังมิพังแหล่ด้วย "โกหกสีขาว"
   
ขนาดประธานหอการค้าไทย-แคนาดา "นายปีเตอร์ เจ. แวนฮาร์เรน" บอกว่า ปัญหาใหญ่ของไทยที่หนักมากๆ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ การคอรัปชั่น กับการพูดไม่จริง
     
คนทั้งโลกบอกว่า "กิตติรัตน์ควรออกไป" แต่ยิ่งลักษณ์กลับทำให้เห็นคล้ายบอกว่า "นี่กล่องดวงใจของชั้น โต้งโกหกคนทั้งโลก แต่โต้งไม่โกหกปูใช่มั้ยค้าาาา?"
   
อ้าว...หวิดลืมเรื่องที่จะพูด คือพูดถึงการถูกเด้งสนองการทำงานปราบคอรัปชั่นของรัฐบาล ขณะเด้งกันอยู่ใน ครม. เจ้าตัวคือ พ.ต.อ.ดุษฎีอยู่บน ฮ.กลางหาว และท่านบอกกับนักข่าวว่า

    "
ที่ผมเลือกนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินสำรวจในวันนี้ เพราะต้องการรับรู้บรรยากาศและความรู้สึกของการ 'ถูกเด้งกลางอากาศ' ว่าเป็นอย่างไร เมื่อทราบข่าวก็รู้สึกสบายดี เฉยๆ สำหรับผม โดนย้ายปีเว้นปีอยู่แล้ว มีคนผลัดกันมาให้กำลังใจและแสดงความยินดีเป็นอย่างนี้อยู่เสมอ แต่ยืนยันว่ายังมีหัวใจดวงเดิม อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ชีวิตการทำงานทุกตำแหน่งไม่เคยมีใครตามมาด่าลับหลัง มีแต่คนขอติดตามมาทำงานด้วย หลังจากนี้พร้อมทำงานทุกตำแหน่ง ไม่เคยคิดท้อแท้"
   
นี่..."ข้าราชการของแผ่นดิน" มันต้องอย่างนี้ ไม่ต้องพร่ำเพ้อพูดอะไรกันมาก ท่านเป็นอีกคนหนึ่งครับที่ประเทศไทยต้องการ และพี่น้องคนไทยภูมิใจความเป็น "ข้าราชการ" ในตัวท่าน อันนับวันจะหาได้ยากยิ่งจากข้าราชการ "ลอยตามน้ำ" ทั้งหลายใน พ.ศ.นี้!
   
การไปสุ่มตรวจการใช้เงินงบฉุกเฉินในเหตุภัยพิบัติ ๖ จังหวัดภาคอีสานเร็วๆ นี้ของ พ.ต.อ.ดุษฎี ในฐานะเลขาฯ ป.ป.ท. ท่านทั้งหลายคงทราบจากข่าวที่ครึกโครมไปแล้ว สุ่มตรงไหน-เจอทุจริตตรงนั้น นี่คือการใช้งบ ๑.๒ แสนล้านของรัฐบาลที่ "ปกปิด" รายละเอียดในการใช้จ่ายต่อสภาฯ
   
ต้องเรียกว่า "งบแบ่งกันแดกด่วน" ยิ่งฝนตก น้ำท่วม เกิดภัยพิบัติมากเท่าไหร่ พวกนี้ยิ่งชอบใจ เพราะจะได้ "แดกด่วน" ด้วยวิธีพิสดารกันอ้วนพี
   
ภาคอีสาน แดนเมืองหลวงของ "แดงทั้งแผ่นดิน" ตามที่ทักษิณประกาศ มีการเบิกจ่ายงบไปมากที่สุด แต่ละโครงการก็อ้างกันว่า "จำเป็นเร่งด่วน" ดังนั้น ไม่ต้องจัดซื้อ-จัดจ้างตามระบบราชการ ชี้นิ้ว-นับนิ้ว สั่งการเอากันเลย
   
มันชัด....นี่คืออาหารโอชะของพวก "โจรเสื้อนอก" เค้าโดยตรง!
   
บางถนนยังดี ไม่พัง-ไม่ชำรุด มันก็เขียนโครงการเบิกงบซ่อม ไอ้ที่ต้องซ่อม ไม่ลอก ไม่บด ไม่ทับ ไม่อัด ราดยางทับหน้าแม่งมันไปเลย วัสดุที่ใช้ก็ไม่ได้มาตรฐาน สัญญามีอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ก็สมคบกันผ่านงานเบิกเงินไปกินกัน
   
บางจังหวัดฟาดหัวคิวถึง ๔๐%!?
   
พ.ต.อ.ดุษฎีสุ่มตรวจพบ แทนที่นางนายกฯ จะขอบอก-ขอบใจ สั่งเข้มงวด ตรวจจับไอ้ตัวกังฉินกินงบ ๑.๒ แสนล้าน และ ๓.๕ แสนล้าน ให้สมกับที่ให้สัตยาบันต่อรัฐสภาว่าจะปราบคอรัปชั่น และให้พ.ต.อ.ดุษฎี ซึ่งทำดีอยู่แล้ว ลุย...เดินหน้า ตรวจจับพวกโกง-กินต่อไป

   
แต่ปรากฏว่า..."เด้งแล้วค่ะ"!
   
ไม่มีคุณสมบัติอะไรคู่ควรกับการเป็นผู้นำบริหารประเทศเลยจริงๆ ไม่หวังว่าเธอจะมีความอายแล้วลาออกหรอก แต่หวังว่าประเทศไทยไม่ไร้เท่าใบพุทรา ในความเป็น "ผู้นำหญิง" นี่แหละ ก็น่าจะหาหญิงที่ความคิดมี "ยาง" อย่างเมียหมอเหวง หรือนางดานั่นก็ได้
   
มาเป็นนายกฯ แทน!

วสิษฐ เดชกุญชร

วสิษฐ เดชกุญชร "การแต่งตั้งตำรวจ: อัปยศไม่รู้จบ"
 ถึงแม้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ ข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แทนนายกรัฐมนตรี จะออกมาแถลงยืนยันว่า การประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเมื่อวันพุธที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นการแต่งตั้งที่ "เรียบร้อย ถูกต้อง ชอบธรรม" และที่สำคัญที่สุดตั้งแต่ตนมาอยู่ (ในฐานะประธาน ก.ตร.) ตำรวจไม่ต้องเสียเงิน เสียทอง และตำรวจยุคนี้เป็นตำรวจที่มีฝีมือจริง ฯลฯ แต่ก็คงไม่มีใครเชื่อถ้อยแถลงของรองนายกฯ รัฐมนตรีผู้นี้นัก

เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการประชุม ก.ตร.นัดที่กล่าว ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนถึง 6 นาย ไม่ยอมร่วมและเดินออกจากที่ประชุม คนหนึ่งคือ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ได้เปิดเผยเหตุผลแก่ผู้สื่อข่าวว่า การเสนอชื่อนายตำรวจเพื่อให้ที่ประชุม ก.ตร.พิจารณา หลายรายมีคุณสมบัติ ไม่เหมาะสม และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ บางรายมีการปรับเปลี่ยนชื่อ "แบบกะทันหัน" ในที่ประชุม และแม้ตนจะอภิปราย (ไม่เห็นด้วย) แล้วก็ไม่ได้ผล จึงออกจากที่ประชุม

นอกจาก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 นายแล้ว ยังมีก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 นาย ขาดประชุม แต่ก็ยังเหลือกรรมการโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิอีกครบองค์ประชุม การประชุมจึงดำเนินต่อไปได้จนถึงที่สุด

เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งตำรวจนี้ ผมได้เคยเขียนแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว หลายครั้งหลายหน และในสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยได้รับมอบหมาย ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเคยเสนอและนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้วางหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย

แต่ปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจก็ยังมีอยู่ ที่น่าสังเกตสำหรับคราวนี้ก็คือ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 นาย ที่ไม่ร่วมประชุมและเดินออกจากที่ประชุมนั้น 5 นาย เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ยศ พล.ต.อ.และ พล.ต.ท. เคยดำรงตำแหน่งสูงและสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนอีกผู้หนึ่ง (รศ.ร.ต.อ.สรพลจ์ สุขทรรศนีย์) ก็เคยรับราชการตำรวจเช่นเดียวกัน

นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในราชการมาหลายสิบปีนั้น ย่อมยังมีผู้ที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาและยังอยู่ในราชการไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้น ก็คงจะพอมีข้อมูลส่วนตัว รู้ว่าใครเป็นใคร มีหรือไม่มี ฝีไม้ลายมือมากน้อยเพียงไหน

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางคนคงมีอคติเข้าข้างลูกน้องเก่าของตนอยู่บ้างเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงอาจไม่เห็นด้วยกับการที่ลูกน้องเก่าของตน ไม่ได้รับการเสนอชื่อและพิจารณาแต่งตั้ง

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจจึงกลายเป็นผลของการต่อสู้ และต่อรองกันระหว่างปลอกคอ ที่ตำรวจใหญ่น้อยรู้ดี ทำให้ในการแต่งตั้งทุกครั้ง แม้ตำรวจที่มีฝีมือก็วางใจไม่ได้ ต้องใช้ฝีตีน (วิ่งเต้น) หาปลอกคอหรือผู้สนับสนุนทุกรายแทบไม่มีข้อยกเว้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผลของการแต่งตั้งแบบนี้เสียหายร้ายแรงแก่ขวัญกำลังใจและเกียรติภูมิของตำรวจดีๆ เพียงใด ตำรวจบางคนถึงกับไม่สนใจหรือทิ้งงานประจำในหน้าที่ แล้วเอาเวลาราชการ ไปเกาะขารับใช้นาย (หรือเมียนาย) แล้วก็มักจะได้ผล คือพอถึงฤดูการแต่งตั้งเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็ได้รับการพิจารณาก่อนหรือเหนือคนอื่น

ส่วนที่รองนายกรัฐมนตรีคุยว่าตำรวจไม่ต้องเสียเงินเสียทองในการแต่งตั้งนั้น ก็อาจเป็นความจริงในกรณีของท่าน แต่ใครจะไปรู้ว่าคนอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการเลือก และเสนอชื่อตำรวจเพื่อรับการแต่งตั้งนั้น จะไม่แบมือรับเงินใต้โต๊ะหรือบนโต๊ะ หน้าบ้านและหลังบ้าน เพื่อแลกกับการใส่ชื่อของตำรวจลงในบัญชีที่ไปสู่การพิจารณาของ ก.ตร.

การแต่งตั้งตำรวจทุกยุคทุกสมัยจึงไม่พ้นครหาว่าไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ (หรือไม่มีใคร คิดจะตรวจสอบ) และน่าเชื่อว่ามีทุจริตหรือคอร์รัปชั่น

ที่จริง ก.ตร.วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งเอาไว้นานแล้ว แต่ดูเหมือนว่านอกจาก ก.ตร.เองจะไม่สนใจในหลักเกณฑ์แล้ว ในหลายกรณีที่ผ่านมา ก.ตร.ยังยอมอนุมัติให้ยกเว้นไม่ใช้ หลักเกณฑ์เสียด้วย



ผมเชื่อว่าในการพิจารณาแต่งตั้งคราวล่าสุดนี้คงมีข้าราชการตำรวจที่คิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่ไม่น้อย ในฐานะที่เป็นตำรวจนอกราชการ ผมไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้ นอกจากเห็นใจ แต่ในฐานะที่เป็นนักเขียนและได้รับโอกาสให้พูด ผมก็จะยังเขียนและพูดให้อ่าน และให้ฟัง เผื่อผู้อ่านหรือผู้ฟังที่มีอำนาจและมีใจเป็นธรรมจะรับเอาไปช่วยเหลือแก้ไขได้

ผมบอกแล้วว่าในสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็น ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งตำรวจ ในโอกาสนั้น ท่านอาจารย์ เดชอุดม ไกรฤทธิ์ อดีตนายกสภาทนายความ ซึ่งเป็นกรรมการตรวจสอบผู้หนึ่ง ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง เสนอคณะกรรมการ โดยรวบรวมประมวลกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกรณีตัวอย่างมาไว้ในหนังสือเล่มนี้ สะดวกแก่การที่จะตรวจสอบการแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชาตำรวจ ว่าเป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ และหากประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง เช่น ในการประชุมพิจารณาแต่งตั้ง (ซึ่งที่แล้วมาถือเป็นเรื่องปกปิด) หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีคำแนะนำวิธียื่นคำร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วย

คณะกรรมการตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "คู่มือการตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี (อนุสรณ์ฯ จ่าเพียร)" และในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นายกรัฐมนตรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้อนุมัติให้พิมพ์แจกตำรวจทั่วประเทศเป็นจำนวน 20,000 เล่ม หนังสือเล่มนี้คงถึงมือหรือผ่านตาตำรวจแล้วเป็นจำนวนมาก และหากผู้ใดต้องการที่จะร้องเรียน หรือฟ้องร้องเพื่อขอความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง หนังสือเล่มนี้จะใช้เป็นคู่มือได้เป็นอย่างดี

ผมขอแนะนำให้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และขอเอาใจช่วยด้วยครับ
: