วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์บางกอกโพสต์

เมื่อทุกอย่าง 'ประจักษ์แจ้ง' แดงชัด

ขยายปมโดยสม  มมร.

เอากันให้สบายไปเลยนะ...รัฐบาลก็ของเรา ตำรวจก็ของเรา ทหารก็ของเรา อัยการก็ของเรา วิทยุ-โทรทัศน์-หนังสือพิมพ์ก็ของเรา เหลือแต่ศาลเท่านั้นไม่ยอมเป็นของเรา อย่างนี้ก็ต้องถอนนนน...ว่าแล้ว คณะพรรคเพื่อไทยเมื่อไม่ชนะในรัฐสภา ก็มาในปาง "คนเสื้อแดง" หวังชนะด้วยกองกำลังนอกสภาฯ ชุมนุมปลุกปั่นผู้คนให้เกลียดชังศาล-องค์กรอิสระ หมดความเคารพเกรงกลัว ชี้หน้ากันดื้อๆ ไปเลยว่า...เป็นขบวนการร่วมหวังล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์!
   
เห็นแล้วผมก็ทุเรศ อเนจอนาถตัวเอง เกิดเป็นคนไทย ถึงไม่เนรคุณแผ่นดินไทยก็เหมือนเนรคุณ เพราะเห็นบ้านเมืองถูกย่ำยีทั้งจากคนไทยด้วยกัน และทั้งจากคนนอกชาติที่ทยอยย่องกันเข้ามาหวังยึดครองด้วยรูปแบบต่างๆ แต่ผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้
   
ช่วยไม่ได้ด้วยเหตุผลเดียวคือ "ผมเห็นแก่ประโยชน์ตัวผมเองมากกว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ชาติ"!
   
มันก็เท่านั้น....!
   
ความจริง "ในทุกเรื่อง" คำตอบไม่ยาวหรอก แต่ด้วยลีลาแห่งมารยาสาไถยของชนชั้นผู้มากด้วยปัญญาในวิชาความรู้ขั้นปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมวิลาส-วิไลทำเรื่องสั้นให้ยาวด้วยสร้อย แต่กับเรื่องยาว สามารถทำให้สั้นเหลือ ๔ คำ    ผม-ไม่-อยาก-ยุ่ง!?
   
เมื่อพลูโต ดาวเปลี่ยนโครงสร้างโลก ซึ่งปกครองอยู่ในขุมนรกอันร้อนรุ่มด้วยเปลวเพลิง และรักความยุติธรรมในการตัดสินเริ่มทำงานเต็มตัว สถานการณ์ที่มันจะเป็นต่อไป มันก็ต้อง
Let It Be
   
คืออะไรมันจะเกิด ก็ต้องให้มันเกิด สถาบันตุลาการ พูดกันชัดๆ "องค์กรผู้ใช้กฎหมาย" นั่นคือ ๑ ในตัวแทนพลูโต และบัดนี้...เมื่อเทพแห่งศุภเคราะห์ขี้ขลาดส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งนิ่งดูดาย ดูจังหวะ ฝ่ายไหนชนะก็เข้าด้วยช่วยกระพือ และอีกส่วนหนึ่ง "ซื้ออนาคตใหม่" ตัดสินใจเลือกนับญาติกับโจรแล้ว

   
อนาคตบ้านเมืองบนเส้นทางสายเปลี่ยนนี้ ก็มาถึง "ชุมทางแห่งดุลยธรรม" แล้ว จะแยกไปทางไหน ก็เหมือนดั่งหลวงจีนรูปหนึ่งที่ท่านระบายลมหายใจจนหนวดเคราขาวโพลนพลิ้ว พลางรำพึงยามแผ่นดินคับขันว่า
    "
ถ้าอาตมาไม่ลงนรก แล้วใครล่ะ จะลงนรก"?
   
ฉันใด ยามนี้ ก็ฉันนั้น แหละครับ ถ้าตุลาการแห่งศาลสถิตยุติธรรมทั้งหลาย "ไม่คัดท้ายประเทศ" ด้วยดุลยธรรม แล้วใครที่ไหนในยามนี้ล่ะ

   
ที่จะทำหน้าที่ "คัดท้าย"!
?
   
เอาเลย นางธิดาและคณะรัฐบาลเพื่อไทย ที่ส่งตัวแทนไปทำหน้าที่ในปางแกนนำ นปช.ทั้งหลาย ล่ามา...รายชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน่ะ จะเอามากี่ล้านก็เอามา ในโลกนี้ก็เพิ่งเห็น-เพิ่งมีที่ประเทศไทยนี่แหละ ผู้ต้องหาใช้อำนาจนอกระบบฟ้องตุลาการผู้สั่งคดีบ้าง ไปล่ารายชื่อมาถอดถอนบ้าง

   
แล้วอ้าง ๘๐ ปี ประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตย ก็ที่พวกคุณท่านทั้งหลายทำอยู่นี่ มันไม่ใช่เพราะประเทศไทยร่ำรวยประชาธิปไตยจนล้นเหลือดอกหรือ
   
เสียงข่มขู่-คุกคามทำให้ผู้คน "หดหัว" กันไปหมดทั้งประเทศ ไม่มีใครกล้าออกมาใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยแข่งกับคณะ ฯพณฯ โจรทั้งหลาย ขนาดนี้แล้วยังจะว่าบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตยอีกหรือ
?
   
กลับไปถามไอ้พวกอังดรัวต์ อังด่วยในพรรคดูซิว่า ที่ฝรั่งเศส-อังกฤษ-สหรัฐ เขาบริโภคประชาธิปไตยด้วยการใช้สิทธิเสรีภาพถ่อยเถื่อนอย่างที่ทำกันอยู่ในประเทศไทยเวอร์ชั่น "ทักษิณแผ่นดินแดง" อย่างนี้มั้ย
?
   
โหนเพื่อยกมาเป็นปัญหาปลุกปั่น-บั่นทอนเสถียรภาพบ้านเมืองมันไปได้ทุกเรื่อง ตอนแรกก็โหนประชาธิปไตยทักษิณ "รวยแล้วไม่โกง" ต่อมาก็โหนศพประชาธิปไตยลุงนวมทอง ต่อมาก็โหนลัทธิแดงท่านประธานเหมา คิดการใหญ่เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบันให้เป็น "แดงทั้งแผ่นดิน"

   
แล้วก็โหนเรื่องไพร่-เรื่องอำมาตย์ เรื่อง ๒ มาตรฐาน เรื่องต้านรัฐประหาร พอตัวเองเขยิบชั้นเป็นอำมาตย์ไพร่ ได้ครองอำนาจ-ครองเมืองระดับหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่คดีความต่างๆ อันอยู่ในกระบวนการพิจารณาศาลยุติธรรมบ้าง ศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ป.ป.ช.บ้าง มีผลทางคดีออกมา เมื่อไม่เป็นที่พอใจ ก็เปลี่ยนแนวโหนใหม่ไปเป็น
    "
มีขบวนการอำมาตย์หวังโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์"!
   
พอถึงวัน ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา วันรัฐธรรมนูญ ก็ไปโหนมาปลุกระดม เมื่อวาน ๒๔ มิถุนา วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ก็ไปโหนคณะราษฎรให้เขาเสื่อม
   
เพราะคนรุ่นใหม่ ยิ่งกับระดับรากหญ้า ได้ศึกษาถึงเนื้อหาจริงจังซักเท่าไหร่ พอไอ้พวกไพร่ไปโหนเขาแบบนี้ พลอยให้คนรุ่นใหม่ที่ไร้ราก หลงเข้าใจในเนื้อหาและเจตนารมณ์ของคณะราษฎรผิดไปหมด

   
วิธีการ-รูปแบบ-เจตนารมณ์ที่ "คณะราษฎร" ทำ ไม่ต่ำทรามเหมือนที่ "คณะกเฬวราก" ทำหรอกครับ!
   
เหมือนกับที่จีน เขาก็ไม่พอใจที่ไปดึงเอาแดง-คอมมิวนิสต์ "ลัทธิเหมา" มาเป็นสัญลักษณ์โจรปล้นบ้าน-เผาเมือง ซึ่งทำให้คนดิบทางประวัติศาสตร์การต่อสู้หลงเข้าใจผิดๆ ว่า ในการเปลี่ยนแปลงประเทศจีน "แดง-ลัทธิเหมา" ก็ถ่อยเถื่อน ไร้อุดมการณ์ มีแต่อุดมโกงแล้วเอามาแบ่งปัน อย่างที่สรรเสริญกันอยู่
     
ยิ่งไปเอานามนิสิต-นักศึกษา มาร่วมทำบ้าๆ บอๆ เป็นคณะราษฎร สวมรอยเป็นชุดที่สอง-ที่สามอะไรนั่น มันยิ่งเป็นยี่เกหลังตลาดมากขึ้น แต่กลับทำให้ผมภูมิใจในความโง่เขลาของตัวผมเองมากขึ้น ที่ผมโง่บริสุทธิ์...โดยโชคดีที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยชื่อโก้ของสยามประเทศ!
    "
ท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่านครับ...ผมฝากกราบมายังแทบเท้าท่านด้วยความเคารพในการทำหน้าที่พิทักษ์บ้านเมืองด้วยดุลยธรรมอันปราศจากความกลัว และความกดดันใดๆ
   
ในยามนี้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. กกต.เป็นต้น ทำหน้าที่ปราศจากเสียซึ่งความกลัว-ความกดดัน จากภัยกองกำลังนอกระบบรัฐ ยึดดุลยธรรมเป็นที่ตั้ง อุปมาดั่งเปาบุ้นจิ้น ถ้าเป็นดั่งนั้นแล้ว

   
เครื่องตัดหัวทั้ง ๓ ที่วางเรียงอยู่ในศาลไคฟง หัวราชสีห์ สำหรับตัดหัวคนทำผิดผู้สูงศักดิ์ หัวสิงโต สำหรับตัดหัวขุนนาง-อำมาตย์ ผู้กังฉินกินเมือง และหัวสุนัข สำหรับตัดหัวไพร่สถุล ผู้เห็นแต่อามิสสินจ้าง ไม่รู้จักแยกแยะ ผิด-ถูก-ชั่ว-ดี ประพฤติตนเยี่ยงอัปรีย์กินเมือง
   
ก็คงได้บั่นหัว "บูชาดุลยธรรม" พิทักษ์แผ่นดิน!
    "
เดือนหน้า นปช.จะเปิดโรงเรียนแดงทั้งแผ่นดินทั่วประเทศ ก็น่าจะเป็นโอกาสที่จะได้รายชื่อเพิ่มขึ้น แต่เราก็เป็นห่วงว่าจะเอาไม่อยู่ เอาไม่อยู่ในที่นี้คือเอาสถานการณ์ไม่อยู่ คนอื่นอาจจะมองว่าเอาอยู่ แต่อาจารย์ธิดาห่วงสถานการณ์ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเกิดตัดสินยุบพรรคเพื่อไทย หรือเกิดตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคขึ้นมา สถานการณ์อาจจะน่าเป็นห่วง"

   
ครับ...นางธิดา ถาวรเศรษฐ หัวหน้า นปช.เขาประกาศเชิงข่มขู่ผ่านพวกที่มาชุมนุมเมื่อวานอย่างนี้ ท่านก็นำคำพูดไปพิจารณาก็แล้วกันว่า สิ่งที่พวกนี้เขาทำกับบ้านเมืองตลอดมา เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อตัวเอง

   
หรือว่า แค่เป็นข้ออ้างเพื่อปลุกปั่นระดมคน "ล้างระบอบ-ล้มสถาบัน" สถาปนา "ทักษิณ-แผ่นดินแดง"
?
   
คุยเท่านี้ละครับ พอดีเห็นคุณ Noppanan Arunvongse Na Ayudhaya อีเมล์ข้อความนี้มาให้ผมอ่าน ก็ขอนำมาตบท้ายไปเลย ดังนี้

   
หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐอย่างวอชิงตันโพสต์ ออกมาแฉว่า การขอใช้ประเทศไทยเพื่อเป็นศูนย์บรรเทาภัยพิบัติโดยสหรัฐนั้น เป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงแล้วมีเป้าเหมาย "ทางทหารเพื่อสกัดกั้นจีน" นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อ่านกันบ้างหรือยังครับ?

บทวิเคราะห์ไทยโพสต์

ปูพรมถล่มองค์กรอิสระ 'เพื่อไทย'หวังกินสองเด้ง
  • 25 มิถุนายน 2555
  • ขยายปมโดย สม  มมร.
แม้การเมืองจะเข้าสู่โหมดพักครึ่งเวลาก็ตาม เพราะอยู่ในระหว่างการปิดสมัยประชุมรัฐสภาเป็นเวลาประมาณ 40 วัน ก่อนเปิดอีกครั้งในเดือน ส.ค. เพื่อเข้าสู่สมัยประชุมสามัญทั่วไปแบบเข้มข้น แต่การเมืองใช่ว่าจะสงบปราศจากความเคลื่อนไหวเสียทีเดียว
โดยพรรคเพื่อไทยในเวลานี้เริ่มกระบวนการเตะขัดขาบ่อนเซาะความชอบธรรมขององค์กรอิสระอยู่เป็นระยะแบบเป็นรายองค์กร ล้วนเป็นการดำเนินการที่มีวัตถุประสงค์เคลือบแฝง
เริ่มตั้งแต่ ศาลรัฐธรรมนูญ ปมความไม่พอใจอยู่ที่รับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่าเข้าข่ายเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือไม่ ส่งผลให้การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายต้องชะงักลงกลางคันถึงขั้นรวบรวมชื่อประชาชนเสื้อแดงยื่นต่อวุฒิสภาเพื่อถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ ที่ตอนนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ
เช่นเดียวกับเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งวินิจฉัยให้ จตุพร พรหมพันธุ์พ้นจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ ฐานไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้ขาดคุณสมบัติไปโดยปริยาย สร้างอาการหัวเสียให้กับแกนนำเสื้อแดงรายนี้พอสมควร รวมไปถึงกรณีล่าสุดอย่างการออกมาตั้งปมถล่มศาลรัฐธรรมนูญถึงอำนาจส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมเพิกถอนการประกันตัวของจตุพร

ถัดมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ในบัญชีแค้นของพรรคเพื่อไทยมาตลอด อย่างล่าสุดเพิ่งมีความเห็นส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีกับ ยงยุทธ วิชัยดิษฐรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในคดีที่ดินอัลไพน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถือเป็นคู่ขัดแย้งใหม่ของพรรคเพื่อไทย จากเดิมก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเป็นเป้าทางการเมืองมากนัก สาเหตุของการชวนทะเลาะมาจากการให้ความเห็นในจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ค่อยเป็นคุณกับพรรคเพื่อไทยเท่าไหร่นัก เช่น การมีความเห็นว่าการแต่งตั้ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไม่มีความเหมาะสม และศาลเคยมีคำสั่งการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
คิวต่อมาเป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สาเหตุมาจากการวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แจกใบแดง การุณ โหสกุลสส.เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย ข้อหาใส่ร้ายป้ายสีแทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ โดยเพื่อไทยร้องว่า กกต.น่าจะเอาผิดกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มักจะพูดใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยได้เช่นกัน
ไม่เว้นแม้แต่ อัยการสูงสุด ซึ่งครั้งหนึ่งพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงออกตัวชมว่าเป็นองค์กรที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนภายหลังมีความเห็นไม่ส่งคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรทันทีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากกรณีธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของรัฐ
การเปิดแนวรบองค์กรอิสระครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเป้าหมายผลประโยชน์ทางการเมืองชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ระยะสั้น หนีไม่พ้นการสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในฐานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในหลายคดี เห็นได้ชัดคือ คดีล้มล้างการปกครองในศาลรัฐธรรมนูญ ผลของคดีนี้จะสามารถนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยในอนาคตได้ ถ้าศาลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
กลายเป็นปัจจัยให้พรรคเพื่อไทยต้องพยายามหาประเด็นมาหว่านล้อมให้สังคมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความคิดเป็นปฏิปักษ์กับเพื่อไทย พร้อมกับเป็นน้ำเลี้ยงกระแสให้มวลชนคนเสื้อแดงเตรียมพร้อมออกมาเคลื่อนไหวป้องกันกดดันศาลไม่ให้ยุบพรรคด้วย
ระยะยาว วัตถุประสงค์อยู่ที่การชี้ชวนให้สังคมคล้อยตามและเชื่อว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาในการวินิจฉัยอรรถคดี ภายใต้ทฤษฎีต้นไม้พิษ กล่าวคือ เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นผลผลิตจากรัฐประหารย่อมทำให้องค์กรอิสระย่อมเป็นเนื้อร้ายเช่นกัน
ขบวนการเหล่านี้จะกลายเป็นข้ออ้างให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต (หากผ่านศาล) สามารถเข้าไปรื้อองค์กรอิสระได้ เป็นธงที่พรรคเพื่อไทยได้ตั้งเอาไว้แล้ว
ความพยายามเข้าไปรื้อองค์กรอิสระมาจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันบัญญัติให้การสรรหาเป็นหน้าที่หลักของประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตัดตอนวุฒิสภามีอำนาจเพียงจะเห็นชอบกับรายชื่อจากคณะกรรมการสรรหาหรือไม่เท่านั้น ไม่มีสิทธิเลือก ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540
ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีเลือก ป.ป.ช. 9 คน ถ้าภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 คณะกรรมการจะเสนอชื่อเพียง 5 คน ให้วุฒิสภามีความเห็น แต่หากเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 จะให้คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อจำนวน 2 เท่า ให้วุฒิสภามีสิทธิเลือกได้
การเลือกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่าเป็นบ่อเกิดการล็อกสเปกเพราะฝ่ายการเมืองสามารถเข้าไปมีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ด้วยการลดอำนาจวุฒิสภาและให้ศาลซึ่งถือว่าเป็นที่ยอมรับของสังคมเข้ามามีบทบาทแทนฝ่ายการเมือง
เท่ากับว่างานนี้พรรคเพื่อไทยหวังเก็บแต้ม 2 เด้ง แต่จะสำเร็จหรือไม่ต้องตามกันยาวๆ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์..ไทยโพสต์

จาก "จริยธรรม" ถึง "วัฒนธรรม"
ขยายปมโดย สม  มมร.
วันนี้ (๑๔ มิ.ย.๕๕) ผมอ่านข่าวประจำวันแล้ว เข้าใจว่าน่าจะเป็นประเด็น "โจษขานประจานเมือง" สะเทือนถึงชั้น ๗ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" แถลงยืนยันในคำวินิจฉัยเดิมว่า...การที่นายกฯ ตั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรัฐมนตรีนั้น เป็นการแต่งตั้งที่ไม่ได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายณัฐวุฒิมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ
   
แปลความชัดๆ ก็คือ ทางผู้ตรวจฯ ตำหนิ และให้นางสาวยิ่งลักษณ์ทบทวนพฤติกรรมตัวเอง ที่ถือดีในแดงทั้งแผ่นดิน เอา "ผู้ต้องหา" โทษร้ายแรงที่ประกันตัวจากคุกมาตั้งเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่เคยเตือนแล้ว!

   
นางสาวยิ่งลักษณ์น่ะ ถึงสะเทือนก็ไม่สะทก-สะเทิ้นอะไรมากนัก เพราะ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" เป็นยักษ์ไม่มีกระบอง อย่างเก่ง...แถลงเสร็จก็ส่งเรื่องต่อให้สภาผู้แทนฯ วุฒิสภาได้ทราบเท่านั้น
   
สภาบน-สภาล่าง ทราบแล้ว ก็......จันกบ-จบกัน แค่นั้น!

   
แต่คนที่สะเทือนซางมากที่สุด ถึงจะกะโหลกหนา แต่กระหม่อมบาง  เพราะตัดผมทรงสกินเฮดคือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ "ว่าที่รัฐมนตรี" ในเที่ยวเมล์ล่าสุดนี้แหละ
   
แบบนี้ เห็นทีเก้าอี้จะหลุดลอยไปต่อหน้า-ต่อตูดซะแน่แล้ว!?
   
ก็นายใหญ่อุตส่าห์ประกาศแต่งตั้งเป็นนัยให้รู้กันทั่วพาราแดงไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้วว่า ปรับ ครม.เที่ยวนี้ รางวัลใหญ่ที่นายจตุพรจะได้รับเป็นการสมนาคุณจากคุณพ่อทักษิณคือ เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

   
แต่นายจตุพร "คนบุญน้อย" ก็เจริญมาในรอยเดียวกับนายณัฐวุฒิ "คนบุญมาก" นั่นแหละ คือสร้างความดี-ความชอบในปฏิบัติการเผาบ้าน-เผาเมือง จนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอันมีโทษร้ายแรงมาด้วยกัน "ติดคุกในระหว่าง" ต่างวาระ แล้วได้ประกันตัวออกมาเหมือนกัน

   
แต่นายณัฐวุฒิบุญมากกว่า นายใหญ่ตกรางวัลให้ก่อน ส่วนนายจตุพรบุญน้อย...กำลังจะได้ เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินเคร่งครัดใน "สเปกจริยธรรม" ยกความไม่เหมาะสมในประเด็น "เอาผู้ต้องหามาตั้งเป็นรัฐมนตรี" สับแสกหน้าขาวนางสาวยิ่งลักษณ์เช่นนี้

   
แล้วแม่นางกางจ้องยังจะกล้ายกก้นคุณพี่จตุพรของผมขึ้นนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในล็อต "ดูไบ ออเดอร์" ที่กำลังจัดสรรกันอยู่ตอนนี้อีกหรือ?
   
ผมก็เห็นใจพี่จตุพรนะ แต่ก็นั่นแหละ โบราณท่านว่า "แข่งเรือ แข่งพาย  พอแข่งได้ แต่แข่งยกไข่ มันก็สุดแท้แต่นายใหญ่เขาจะสยิวคนไหน...เนอะ!

   
มองอีกที เรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีณัฐวุฒิ-จตุพรนี้ มันก็เป็นดั่งคำที่ทักษิณเคยประกาศ "ถ้าผมอยู่ไม่ได้ หน้าไหนก็อย่าหวังได้อยู่สุขสบายกันเลย"
   
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าณัฐวุฒิเป็นได้ จตุพรก็เป็นได้ แต่ถ้าจตุพรเป็นไม่ได้ ก็อย่าหมายว่าณัฐวุฒิจะเป็นอยู่ต่อได้!
   
บทขยายความด้านปฏิบัติก็คือ ถ้ายิ่งลักษณ์ละอายในคำเตือนผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้นายณัฐวุฒิพ้นเก้าอี้รัฐมนตรี ก็ด้วยมาตรฐานละอายฐานเดียวกัน นั่นก็จะทำให้นายจตุพร "อดได้เป็น" รัฐมนตรีไปด้วย!
   
แต่ถ้านางสาวยิ่งลักษณ์บอกว่า ขนาดศาลรัฐธรรมนูญพวกชั้นยังเยิ่นซะเลย กะอีแค่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความหมายจะต้องไปฟังอะไร?
   
อย่างนั้นก็ นายณัฐวุฒิเป็น ฯพณฯ อยู่สุขสบายต่อได้ ไพร่จตุพรของผมก็จะได้ขึ้นชั้น "เสนาบดี" เป็น ฯพณฯ อยู่สุขสบาย เสมอหน้า-เสมอตา กับเพื่อนรักเจ้าของวลีอมตะ "เผามันไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง"!

   
เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวิพากษ์ ผมจะนำที่ "นายรักษเกชา แฉ่ฉาย" รองเลขาธิการฯ และโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงถึงการดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน เฉพาะประเด็นนายณัฐวุฒิเมื่อวาน (๑๔ มิ.ย.๕๕) มาให้ท่านได้อ่านกัน
   
๑.๒ กรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า การจัดการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่พึงกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๕๐ มาตรา ๖๓ แต่เนื่องจากศาลแพ่งได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ร. ๒/๒๕๕๓ โดยระบุว่า

   
การกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๕๐ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๖๓ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

   
ประกอบกับการที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.๒๕๔๒/๒๕๕๓ และคดีอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน ซึ่งล้วนแต่เป็นกรณีที่มีการกล่าวหาว่า มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญาแผ่นดิน

   
กรณีดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรียังมิได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาประกอบการพิจารณาเสนอชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด

   
แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี และได้แสดงความเห็นที่ชัดเจนไว้ในหนังสือที่มีถึงผู้ตรวจการแผ่นดินว่า “...แม้การพิจารณาจริยธรรมจะมิต้องอาศัยผลทางกฎหมายในคดีอาญาอันเป็นที่ยุติก็ตาม...

   
ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงกรณีของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงเพิ่มเติม ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่อันอาจทำให้ผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไป

   
ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยเดิม คือ นายกรัฐมนตรียังไม่ได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ ก่อนเสนอชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙  วรรคสี่

   
ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะได้จัดทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

   
เอาละครับ จบไปข่าวหนึ่ง แต่ยังมีอีกข่าวที่ผมคิดว่าคงเข้าสู่วาระ "สังคมวิพากษ์" ในวันนี้กันน่าดู เรื่อง "เลดี้ กาก้า" ที่มาแสดงคอนเสิร์ตในบ้านเราเมื่อ  ๒๕ พ.ค.๕๕ นั่นแหละ

   
แล้วเรื่องที่ควรเป็นเรื่อง-กลับไม่เป็นเรื่อง เช่น ต่างชาติแสดงอาการลบหลู่พระพุทธรูป นำพระพุทธรูปไปประกอบกิริยากรรมหยาบช้า กระทั่งหยิบยกบางด้านของคนไทย โดยเฉพาะหญิงไทยไปเสริมแต่งให้เกิดภาพลักษณ์ลบเป็นที่เสื่อมเสียมากมายกระจายทั่วโลก

   
กระทรวงวัฒนธรรมไม่เคยพยายามหาแนวเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องให้สังคมโลกได้รู้ และไม่พยายามทำความเข้าใจกับคนตะวันตก แต่ต่ำทางความคิดอารยะให้รู้จัก "พุทธะคืออะไร"
   
กลับปล่อยให้ฝรั่งซึ่งสูงทางยกตน แต่ต่ำทรามทางจิตแถบโลกตะวันตก นำคำสอนพุทธองค์และพระพุทธรูปไปกระทำหยาบช้า ฉาวกระฉ่อนครั้งแล้ว-ครั้งเล่า มีแต่ภาคเอกชนทำหน้าที่พิทักษ์ ภาครัฐเคยมีความทุกข์-ความร้อนซะที่ไหน
   
สนใจแต่ลัทธิเอากลีบกุหลาบโรยตีนแค่นั้นแหละ!

   
แล้วที่เป็นข่าววันนี้ เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง กลับทำให้เป็นเรื่อง "กระทรวงวัฒนธรรม" เขามีหนังสือไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ให้ "ดำเนินการ" กับเลดี้ กาก้า โทษฐานฉากหนึ่งในการแสดงคืนนั้น เธอสวมชฎา นำธงชาติผูกติดท้ายรถมอเตอร์ไซค์แล้วนั่งซ้อน กระทรวงวัฒนธรรมบอกว่า การทำอย่างนั้นไม่เหมาะสม
   
แจ้งให้ตำรวจพิจารณาตามที่เห็นสมควร!
?
   
คำว่า "ตามที่เห็นสมควร" หมายความว่า กระทรวงนั้น...นอกจากข้อหา "ผิดใจ" แล้ว กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผิดตรงไหน จึงใช้คำครอบจักรวาลโบ้ยให้ตำรวจพิจารณา

   
ถ้าผมเป็น ผบ.ตร. ก็จะตอบกระทรวงวัฒนธรรมไปว่า......พิจารณาแล้วเห็นสมควรว่า "อย่าบ้าจี้ให้มากจนเกินเหตุไปหน่อยเลยครับ"!
   
สวมชฎา มันผิดตรงไหน?
   
ปักธงชาติท้ายมอเตอร์ไซค์ ผิดตรงไหน
?
   
ที่บอกว่า "ไม่เหมาะสม กระทบความรู้สึกคนไทย" แถมสรุปไปถึงขั้นหมิ่นชาติ หมิ่นศาสนา ตามสีของความเป็นธงไตรรงค์อย่างนั้น ผมว่า มันไม่เป็นการแสดงออกซึ่งวิสัยทัศน์บริหารแบบหน่อมแน้ม ไร้เดียงสาไปหน่อยหรือ
?
   
คิดง่ายๆ แบบนี้ ระวังนะ อีกหน่อย กระทรวงวัฒนธรรมจะไปสั่งลบภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เหล่านางฟ้าเปลือยอก สวมชฎาทิ้งหมดล่ะยุ่งเลย

   
ผมว่าอย่าหยุมหยิมจนเกินเหตุไปเลยครับ ด้วยแนวของเลดี้ กาก้า เท่าที่ดูจากภาพ ฉากนั้น ผมว่าเธอไม่ได้ทำด้วยเจตนาหยาบช้า-หยาบหยามอะไร

   
เธอต้องการแสดงให้รู้ว่า "เธอรักคนไทย รักอะไรที่เป็นไทยๆ" เห็นชฎาที่แฟนๆ สวมเข้าไปชมแปลกดี เพราะฝรั่งไม่รู้จักชฎา จึงขอไปสวมในฉากเท่าที่เธอแสดงขณะนั้น มันก็แค่นั้น ไม่มีอะไรเกินเลยถึงขึ้นที่กระทรวงวัฒนธรรมกล่าวหาหรอก
     
แต่ถ้าจะมองว่า การเอาธงไตรรงค์ปักท้ายมอเตอร์ไซค์แล้วขี่ซ้อนท้าย  เป็นการหมิ่นชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ แล้วตอนปี ๕๒-๕๓ คนกระทรวงวัฒนธรรมไปอยู่ซะที่ไหนกันล่ะ

   
ไม่เห็นเรอะ...เขาปักธงแล้วขี่ซ้อนท้ายไปเผาบ้าน-เผาเมืองกันให้ขรม ถึงขั้นยิงเอ็ม ๗๙ กะถล่มวัดพระแก้วน่ะ กระทรวงวัฒนธรรมทำหนังสือไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วหรือยังล่ะ?
   
การทำหน้าที่น่ะ...ดีอยู่ แต่ถ้าทำไม่ถูกเรื่อง-ถูกที่น่ะ มันดีน้อย เข้าใจบ่?.

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์การเมืองไทย:มติชน

ปรองดอง-รธน.-ปรับครม. หักมุมสู่ความขัดแย้ง สะท้อนจุดโหว่"บริหารการเมือง"
ขยายปมโดยสม  มมร.
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ดูเหมือนว่าความสนใจของผู้คนเริ่มเปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนจากความสนใจในผลงาน "การบริหารงาน" ของรัฐบาล กลับกลายเป็นความสนใจปัญหา "การเมือง"

ทั้งการเมืองในรัฐสภา และการเมืองนอกรัฐสภา!

เมื่อความสนใจเปลี่ยนจาก "การบริหาร" ซึ่งเป็นจุดแข็งของรัฐบาล กลายเป็นสนใจปัญหา "การเมือง" ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้

ทำให้รัฐบาลผสมพรรคเพื่อไทยที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ อย่าลืมว่าปูมหลังการเมืองไทยในขณะนี้ มีความขัดแย้งระหว่างคน 2 กลุ่มเป็นแรงผลักดัน และท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวทำให้รัฐบาลแต่ละชุดถูกกดดันให้สร้างความปรองดองแก่ประเทศให้ได้

รวมทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย!

ดังนั้น การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินเกมรุกด้วยการใช้ "การบริหาร" นำ "การเมือง" คือการใช้ "การทำงาน" แทน "ความขัดแย้ง" นั้น จึงได้รับการยอมรับขึ้นเรื่อยๆ

แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยผลักดันร่างพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... ยุทธศาสตร์ "การบริหาร" นำ "การเมือง" กลับตาลปัตรกลายเป็น "การเมือง" นำ "การบริหาร"

จึงทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็วและชัดเจน

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มิได้เป็นความขัดแย้งระหว่าง "เสื้อเหลือง" กับ "เสื้อแดง" เท่านั้น หากแต่ยังเป็นความขัดแย้งกันในพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยด้วย

ทั้งนี้ เพราะภายในพรรคเพื่อไทยมีความหลากหลาย มีสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีทีมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล มีกลุ่มแกนนำภายในพรรค และมีกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงที่เข้ามาร่วมอยู่กับพรรคเพื่อไทยด้วย

ดังนั้น เมื่อผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มการเมืองต่างๆ จึงเคลื่อนไหว

แรงเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง อันมีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้วย

ยิ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระที่ 3 ออกไปก่อน เพื่อรอการวินิจฉัยคำร้องว่าการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 นั้น เป็นการ "ล้มล้าง" การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนโดยตรง แทนที่จะรับผ่านอัยการสูงสุดตามข้อความในมาตรา 68 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ทำให้เกิดข้อแคลงใจสงสัย

เป็นข้อสงสัยที่มีปมความขัดแย้งทาง "การเมือง" เป็นแรงหนุน

จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่เมื่อเกิดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งห้ามรัฐสภาโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 กลุ่มคนเสื้อแดงออกมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากแรงกระเพื่อมเรื่อง "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง"

แรงกระเพื่อมดังกล่าวมิได้สร้างประโยชน์แก่รัฐบาล ในทางตรงข้ามอาจกล่าวได้ว่าแรงกระเพื่อมทางการเมืองกลับบดบังการทำงานของรัฐบาลไปเสีย

แรงกระเพื่อมทางการเมือง ทำให้ผลการประชุมเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ภาคเอเชียตะวันออก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ถูกกลบลบหายไปจากข่าวสารการบ้านการเมือง

แรงกระเพื่อมทางการเมือง ทำให้ผลการปฏิบัติงานของรัฐบาลทั้งการทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงเอาไว้ และการสะสางปัญหาเช่นการฟื้นฟูเศรษฐกิจและฟื้นฟูประเทศไทยหลังเกิดมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่แล้วถูกลืมเลือน

นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงอีกหลายฉบับที่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญ ต้องรอค้างเติ่ง เพราะมีความขัดแย้งเรื่องคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่เบรกลงมติในวาระ 3 เข้ามาแทนที่

แรงกระเพื่อมทางการเมืองต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลต่อผลงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ แรงกระเพื่อมทางการเมืองที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริหารงานทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยว่ายังมีจุดโหว่ที่ต้องปรับปรุง

เพราะขณะที่ "การเมือง" มีความขัดแย้ง แต่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลกลับไม่สามารถชะลอความขัดแย้งได้

ดังที่ปรากฏว่า ขณะที่ปัญหาการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... ยังอยู่ระหว่างการแก้ไข ปัญหาการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้น และมีทีท่าว่าอาจจะกระทบถึงพรรคเพื่อไทยหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 68

และขณะที่ปัญหา "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง" ยังไม่แก้ ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญประดังเข้ามา

ข่าวคราวการปรับคณะรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลก็ปะทุขึ้นอีก

การปรับคณะรัฐมนตรีคือการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีในรัฐบาล การปรับคณะรัฐมนตรีทุกครั้งย่อมมีแรงกระเพื่อมทางการเมือง

เท่ากับว่า การปรับคณะรัฐมนตรีจะเป็นมรสุมการเมืองลูกที่สามที่พร้อมซัดเข้าใส่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล

และน่าสังเกตว่า จากมรสุม 3 ลูก คือ "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง" การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปรับคณะรัฐมนตรี มีเพียงปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่เกิดขึ้นจากฝีมือบุคคลที่ไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทยและคนของรัฐบาล

ส่วน "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง" และการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลทั้งสิ้น

คำถามก็คือว่า แล้วทำไมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจึงต้องสร้างมรสุมการเมืองเข้ามาซัดใส่ตัวเอง

หรือเป็นเพราะการบริหารการเมืองของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลกำลังมีปัญหา?




วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์ข่าวสดข่าวสด

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ปรองดอง บนศพเกลื่อนกลาด
ผมขอเดาว่า พ.ร.บ.ปรองดองผ่านสภาแน่ โดยร่างของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นร่างหลัก อีกทั้งไม่เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งใหญ่ในสังคม หรือยังไม่เป็นเหตุให้เกิดในตอนนี้หรอก

หากผมเดาถูก ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ใครที่ติดตามสัญญาณทางการเมืองมา ก็คงเดาได้อย่างเดียวกัน พ.ร.บ.ปรองดองที่มุ่งจะเอาคุณทักษิณกลับประเทศ จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเจรจาต้าอวยกันก่อน อาศัยแต่เสียงข้างมากในสภาเพียงอย่างเดียว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

เขาเจรจาต่อรองกันที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่มีสัญญาณที่ใครๆ ก็เห็นว่า ได้ตกลงกันถึงระดับที่พอใจแก่ทั้งสองฝ่ายแล้ว จู่ๆ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จะไปงานเลี้ยงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดขึ้น แสดงไมตรีตอบสนองกันให้สื่อได้เห็น จนแม้แต่เปิดบ้านต้อนรับการเข้าอวยพรในวันสงกรานต์แก่นายกฯยิ่งลักษณ์ และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังพูดชมเชยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเป็นคนดี ย่อมจะร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทางฝ่ายเสื้อแดงก็หยุดโจมตีพลเอกเปรม แกนนำบางคนถึงกับพูดยกย่อง บางคนไม่ยกย่อง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าเกมส์เปลี่ยนไปแล้ว วาทกรรมอำมาตย์-ไพร่ค่อนข้างเลือนรางลง

ในข้อตกลงกันนี้จะมีรายละเอียดอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่อยากเดาว่าคงต้องมีอย่างน้อยคือ

1/ คุณทักษิณกลับประเทศได้ ภาระทางคดีที่ดินรัชดานั้น จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนคดีอื่นๆ ต้องว่ากันไปในแต่ละคดี ส่วนหนึ่งคงระงับการฟ้องร้อง (เพราะการถูกฟ้องร้องเป็นการกระทำที่เนื่องกับการยึดอำนาจ ในวันที่ 19 ก.ย.49) แต่คุณทักษิณจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ตรงกับที่คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์เองก่อนหน้านี้

ข้อตกลงนี้ อย่างน้อยก็ทำความมั่นใจแก่ผู้ที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณทักษิณว่า จะไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็โดยยังไม่ทันตั้งตัว ส่วนตำแหน่งที่ได้มาเพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เอาไว้ต่อสู้กันใน ส.ส.ร.ต่อไปข้างหน้า

2/ ในส่วนข้าราชการประจำที่สำคัญๆ และเป็นกำลังหลักของฝ่ายปฏิปักษ์คุณทักษิณ น่าจะทำความเข้าใจกันแล้วว่า จะไม่โยกย้ายจนกว่าจะครบอายุเกษียณอายุ

3/ เมื่อเลิกแล้วต่อคุณทักษิณ ก็หมายความว่าต้องเลิกแล้วต่อฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณด้วย โดยเฉพาะทหารที่สังหารหมู่ประชาชน รวมทั้งฝ่ายพันธมิตร ที่ได้ละเมิดกฎหมายมาก่อน ข้อนี้เห็นได้ชัดในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองอยู่แล้ว

4/ ฝ่ายคุณทักษิณคงสัญญาว่า จะไม่ทำอะไรที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย โดยอีกฝ่ายหนึ่งก็จะยุติการตามล้างตามผลาญฝ่ายคุณทักษิณในทางกฎหมาย (เช่น ละเมิดกฎหมายอาญา ม.112) ด้วย แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงคนอื่นซึ่งไม่ใช่คู่กรณี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังมีหน้าที่ปราบปรามผู้ที่อาจสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่น่าหวาดระแวงว่าผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์, ม.112 หรือทำหนังทำละครที่ดูจะล้ำเส้น พวกนี้ต้องกำราบเอาไว้

เป็นอันว่า "ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป" เพราะชนชั้นนำทั้งสองกลุ่มสามารถตกลงกันได้ในกติกาของความขัดแย้ง

อันที่จริง ชนชั้นนำไทยเคยขัดแย้งกันตลอดมา แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้ระดับหนึ่งเสมอ (หรือเกือบเสมอ หากไม่นับกรณีท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์) ที่เกิดการนองเลือดเป็นครั้งคราว ก็เพราะมีคนหน้าใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่วงในของชนชั้นนำเสนอหน้าเข้ามาร่วมวง จึงต้องใช้วิธีรุนแรงซึ่งทำให้เกี้ยเซี้ยกันยาก

คนหน้าใหม่เหล่านี้ ที่จริงจะว่าเข้ามาเองก็ไม่เชิงทีเดียวนัก ส่วนหนึ่งของเขาได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาโดยบางกลุ่มของชนชั้นนำ ดังเช่นการลุกฮือขึ้นของประชาชนในวันที่ 14 ต.ค.2516 แต่เครื่องมือที่ใช้จนสำเร็จภารกิจแล้ว ควรกลับไปอยู่ในกล่อง ไม่ใช่มีเสียงของตัวเอง หรือไปดึงคนหน้าใหม่อื่นๆ เข้ามาในวงมากขึ้น ฉะนั้น จึงต้องเกิด 6 ตุลา ให้น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่า 14 ตุลาเสียอีก เช่นเดียวกับพฤษฎามหาโหดใน 2535
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเกี้ยเซี้ยของชนชั้นนำเริ่มจะควบคุมความขัดแย้งได้ยากขึ้น เพราะคนหน้าใหม่ที่ถูกดึงเข้ามาร่วมวงในการต่อสู้ (หรือเข้ามาเองก็ตาม) เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือหลากหลายขึ้นด้วย

ดังนั้น การเกี้ยเซี้ยครั้งนี้จึงต้องข้าม "ศพ" คนจำนวนมาก ทั้งที่หายใจไม่ได้แล้ว และศพที่ยังหายใจได้อยู่


92 ศพ (ข้อมูลบางแห่งว่าในปัจจุบันมีถึง 102 ศพเข้าไปแล้ว) ที่เสียชีวิตเนื่องจากการกระทำของรัฐใน 2553 ถูกข้ามไปหน้าตาเฉยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ยังผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน

แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่ได้เป็นศพ ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน แม้พยายามดิ้นรนขัดขวางไม่ให้ข้าม เขาก็ข้ามไปจนได้

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปี และโอกาสกู้หนี้อีกก้อนมหึมา ก็ยังอุตส่าห์แพ้การเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ถูกข้ามไปเหมือนกัน เพราะถูกพิจารณาว่าเป็น "ศพ" ในทางการเมืองไปเสียแล้ว ยิ่งเล่นการเมืองแบบโต้วาทีเช่นนี้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้น (หากจะมีโอกาสฟื้น) และถึงจะเปลี่ยนการแสดงเป็นปาหี่ ก็หาทำให้สถานการณ์ดีขึ้นไม่

แม้กระนั้น ศพทั้งสองก็มิได้ถูกกระทำย่ำยีอนาจาร เพราะ พ.ร.บ.ปรองดองได้นิรโทษกรรมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

สมาชิก นปช.ที่ต่อต้านอำนาจอันมาจากการรัฐประหาร และบางคนก็อาจสนับสนุนคุณทักษิณด้วย อย่างน้อยก็เชิงสัญลักษณ์ นี่ก็เป็น "ศพ" ที่ถูกข้ามไปจาก พ.ร.บ.ปรองดองเช่นกัน พวกเขาไม่ได้เสี่ยงชีวิตสู้เพื่อช่วยคุณทักษิณ แต่สู้เพื่อให้คุณทักษิณได้รับความยุติธรรม อย่างที่พวกเขาอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพความเป็นธรรม หากคุณทักษิณทำผิดกฎหมาย คุณทักษิณก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมาย แต่กระบวนการทางกฎหมายที่จะเอาผิดกับคุณทักษิณ ต้องโปร่งใส, เป็นธรรม และให้โอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่เท่าที่กฎหมายซึ่งยุติธรรม (อันเปรียบเทียบได้กับนานาอารยประเทศ) มอบให้

โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนปฏิรูปอะไรในโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเลย คุณทักษิณก็จะเดินข้ามศพคนจำนวนมากกลับบ้าน ดังนั้น พวกเขาจึงเป็น "ศพ" อีกชนิดหนึ่งที่คุณทักษิณต้องก้าวข้าม (แล้วลืมพวกมันไป) เหมือนกัน

คนพวกนี้จะมีสักเท่าไร ผมตอบไม่ได้ แต่รู้แน่ว่ามีจำนวนมาก (อย่างน้อยก็มากกว่าศพพันธมิตรไม่เกิน 5,000 คนที่ชนชั้นนำได้ก้าวข้ามไปแล้ว) ผมประเมินจากปัจจัยสองสามอย่าง อาจารย์ธิดา ประธาน นปช.ในปัจจุบัน ซึ่งมีสามีเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้แสดงจุดยืนให้เห็นว่า ไม่อาจเห็นด้วยกับข้อเสนอนิรโทษกรรมทุกฝ่ายในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ วิทยุเสื้อแดงในจังหวัดที่ผมอยู่ระดมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เกือบ 24 ชั่วโมง เสียงสะท้อนของคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ออกมาในสื่อออนไลน์ และในการประชุมสัมมนาตามที่ต่างๆ รวมทั้งการกลับลำของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ


ถ้าคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ก็ไม่ต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้

แต่คนพวกนี้ ทั้งที่อยู่ในพันธมิตร, ใน นปช. รวมกับคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง เพราะคิดว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จะเป็นศพให้ข้ามไปเฉยๆ กระนั้นหรือ


ขออนุญาตใช้สำนวนของคุณ "ใบตองแห้ง" ที่ว่า คนเหล่านี้เป็นยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว (คงจะกลับลงขวดหรือตะเกียงอีกได้ยาก)

แต่ยักษ์ไม่ได้ตื่นเพียงเพราะเหตุการณ์ชุมนุมใน 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเขาถูกปลุกให้ตื่นจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดในเมืองไทยมากว่า 20 ปีแล้ว จากคนที่ไม่อินังขังขอบทางการเมือง กลายเป็นคนที่กระตือรือร้นจะมีส่วนร่วมทางการเมือง และเมื่อไม่มีพื้นที่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้มากกว่าหีบบัตรเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องใช้ท้องถนน

ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่า การเคลื่อนไหวของยักษ์เหลืองยักษ์แดงเหล่านี้มีชนชั้นนำบางกลุ่มสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่พอหรอกครับ ไม่ว่าจะสนับสนุนอย่างไร ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยบางอย่างที่ช่วยให้เขาเลือกจะตอบสนองต่อการสนับสนุนนั้นด้วย ชนชั้นนำที่คิดว่า เมื่อตนถอนการสนับสนุน ยักษ์ก็ต้องกลับลงขวดหรือลงตะเกียงไปเอง ออกจะคิดตื้นและสั้นไปหน่อย

ผมเห็นด้วยกับคุณ "ใบตองแห้ง" ว่า ยักษ์ไม่กลับลงไปแน่ ไม่ว่าแกนนำจะถอดสีไปอย่างไร เสื้อแดงและเหลืองจำนวนหนึ่ง ย่อมกระเสือกกระสนที่จะมีพื้นที่ทางการเมืองของตนเองต่อไปอย่างแน่นอน แม้อาจต้องเปลี่ยนสีเสื้อไปตามสถานการณ์ก็ตาม

ร่าง พ.ร.บ.นี้จึงไม่นำไปสู่อะไรสักอย่างเดียว นอกจากเอาคุณทักษิณกลับบ้าน (อย่างสง่างามไม่มากไปกว่าการหลบเข้าเมืองสักเท่าไรนัก) ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ต่อไป แต่เมื่อขาดการสนับสนุนของชนชั้นนำ ก็อาจไม่บานปลายถึงขนาดยึดทำเนียบ-สนามบิน หรือยึดสี่แยกราชประสงค์ ที่สำคัญก็คือร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้สร้างเงื่อนไขใหม่ และกติกาใหม่ สำหรับเปิดให้ความขัดแย้งสามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ชนชั้นนำเกี้ยเซี้ยกันได้อีกครั้งหนึ่ง บนซากศพนานาชนิดอย่างเคย แต่ครั้งนี้จะไม่สามารถผัดผ่อนความขัดแย้งระดับรากฐานในสังคมได้เสียแล้ว ในที่สุด เมื่อชนชั้นนำลงมาหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ก็จะกลับไปสู่การนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง