วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์การเมือง:กรุงเทพธุรกิจ

นักการเมืองต้องยุติ ค้าขายบนความขัดแย้ง

กรณีการต่อต้านของชาวบ้านที่จังหวัดภูเก็ต กับกิจกรรมการเมือง ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการฟังเหตุผลทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุน สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางความคิดในระดับชาวบ้านยังเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีแนวโน้มที่มีศักยภาพในการใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลา แม้ว่าทุกฝ่ายจะบอกอยู่เสมอว่าไม่ต้องการความรุนแรง แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งในระดับนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น

 เช่นเดียวกับกรณีของการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง" ที่เกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ดังตัวอย่างของดาราสาวคนหนึ่งที่เขียนข้อความลงเฟซบุ๊ค ซึ่งสร้างความไม่พอใจจากกับกลุ่มคนเสื้อแดง ก็สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งในลักษณะเดียวกับที่จังหวัดภูเก็ต เพียงแต่ประเด็นและความร้อนแรงต่างกันเท่านั้น นั่นหมายความว่าที่หลายคนกังวลประเด็นการเมืองไทยนั้นไม่เกินความจริงนัก ซึ่งความพยายามสร้างความปรองดองที่ผ่านมาของรัฐบาลยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 คำถามก็คือหากความขัดแย้งของคนในสังคมยังแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และแต่ละฝ่ายก็ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่ายไปเสียทุกเรื่อง สังคมไทยจะมีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญและสิทธิในการแสดงความเห็นทางการเมืองเช่นเดียวกัน อีกทั้งในเรื่องที่เห็นต่างกัน แต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลในการอธิบายของตัวเองทั้งสิ้น  และเราเชื่อว่าการเสนอทางออกสำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับทั้งฝ่ายก็คงไม่ต่างจากที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ

 อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่าแปลกมากสำหรับการเมืองไทย เพราะทุกฝ่ายก็มุ่งหาความปรองดอง แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้วไม่เคยทำเพื่อให้เกิดความปรองดอง ในทางตรงกันข้าม เรากลับทำในสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่มาช่วยเพิ่มระดับความขัดแย้งให้เข้มข้นขึ้นทุกครั้งที่มีเหตุขัดแย้งเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่นักการเมืองเหล่านี้รู้ดีและพูดถึงทางออกของความขัดแย้งไม่เว้นแต่ละวัน แต่ไม่พยายามทำให้ความปรองดองเกิดขึ้น

 จากกรณีนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเข้าร่วมวงกับความขัดแย้งในครั้งนี้ ทำให้การโต้ตอบจนเกิดอารมณ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายยิ่งบานปลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราน่าจะหาวิธีการอีกด้าน เพื่อยุติปัญหาและยังไม่เคยทำกัน ก็คือ ให้นักการเมืองทั้งสองฝ่ายเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความปรองดอง แต่วิธีการเช่นนี้ถือว่ายากมากสำหรับนักการเมือง เพราะที่ผ่านมา พวกเขามักจะอยู่ท่ามกลางความ

บทวิเคราะห์การเมืองไทย:กรุงเทพธุรกิจ

นักการเมืองต้องยุติ ค้าขายบนความขัดแย้ง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
กรณีการต่อต้านของชาวบ้านที่จังหวัดภูเก็ต กับกิจกรรมการเมือง ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการฟังเหตุผลทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุน สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางความคิดในระดับชาวบ้านยังเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีแนวโน้มที่มีศักยภาพในการใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลา แม้ว่าทุกฝ่ายจะบอกอยู่เสมอว่าไม่ต้องการความรุนแรง แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งในระดับนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น

 
เช่นเดียวกับกรณีของการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง" ที่เกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ดังตัวอย่างของดาราสาวคนหนึ่งที่เขียนข้อความลงเฟซบุ๊ค ซึ่งสร้างความไม่พอใจจากกับกลุ่มคนเสื้อแดง ก็สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งในลักษณะเดียวกับที่จังหวัดภูเก็ต เพียงแต่ประเด็นและความร้อนแรงต่างกันเท่านั้น นั่นหมายความว่าที่หลายคนกังวลประเด็นการเมืองไทยนั้นไม่เกินความจริงนัก ซึ่งความพยายามสร้างความปรองดองที่ผ่านมาของรัฐบาลยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 
คำถามก็คือหากความขัดแย้งของคนในสังคมยังแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และแต่ละฝ่ายก็ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่ายไปเสียทุกเรื่อง สังคมไทยจะมีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญและสิทธิในการแสดงความเห็นทางการเมืองเช่นเดียวกัน อีกทั้งในเรื่องที่เห็นต่างกัน แต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลในการอธิบายของตัวเองทั้งสิ้น  และเราเชื่อว่าการเสนอทางออกสำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับทั้งฝ่ายก็คงไม่ต่างจากที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ

 
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่าแปลกมากสำหรับการเมืองไทย เพราะทุกฝ่ายก็มุ่งหาความปรองดอง แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้วไม่เคยทำเพื่อให้เกิดความปรองดอง ในทางตรงกันข้าม เรากลับทำในสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่มาช่วยเพิ่มระดับความขัดแย้งให้เข้มข้นขึ้นทุกครั้งที่มีเหตุขัดแย้งเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่นักการเมืองเหล่านี้รู้ดีและพูดถึงทางออกของความขัดแย้งไม่เว้นแต่ละวัน แต่ไม่พยายามทำให้ความปรองดองเกิดขึ้น

 
จากกรณีนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเข้าร่วมวงกับความขัดแย้งในครั้งนี้ ทำให้การโต้ตอบจนเกิดอารมณ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายยิ่งบานปลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราน่าจะหาวิธีการอีกด้าน เพื่อยุติปัญหาและยังไม่เคยทำกัน ก็คือ ให้นักการเมืองทั้งสองฝ่ายเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความปรองดอง แต่วิธีการเช่นนี้ถือว่ายากมากสำหรับนักการเมือง เพราะที่ผ่านมา พวกเขามักจะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งเสมอ และเป็นผู้ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นนักค้าความขัดแย้ง แต่ในทางกลับกัน หากพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ที่เป็นนักค้าความขัดแย้งตัวยงก็คือบรรดานักการเมืองนั่นเอง เราเชื่อว่าหากนักการเมืองลดระดับการค้าความขัดแย้งลงแล้ว สถานการณ์การเมืองก็อาจจะดีขึ้นก็เป็นได้ ดังนั้น ความหวังความปรองดองในสังคมเป็นไปไม่ได้หากคนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์พิเศษไม่ยุติบทบาทหาประโยชน์จากความขัดแย้งทางสังคม ความปรองดองก็เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์การเมือง:โพสต์ทูเดย์

ของแพง...รัฐบาลอยู่ได้ "ยิ่งลักษณ์" อย่าคิดไปเอง
ขยายปมโดย...ส.มมร.
หากได้เป็นรัฐบาลจะไม่ทำให้ผิดหวัง และสิ่งแรกที่จะทำคือ กระชากค่าครองชีพคืนมา ทำให้ราคาน้ำมันลดลง เบนซิน 95 ลดลง 7.5 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 ลดลง 6.7 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลลดลง 2.2 บาทต่อลิตร
เป็นวรรคทองออกจากปากของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2554 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. จนนำมาสู่การเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศในปีเดียวกัน
ยุทธศาสตร์คำพูดของยิ่งลักษณ์ดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อต้องการเกทับพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งสำคัญ พร้อมกับตอกย้ำว่าประเทศไทยในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่สามารถแก้ปัญหาค่าครองชีพได้ ต้องให้พรรคเพื่อไทยเท่านั้น ถึงจะมียาดีรักษาโรคของแพงได้
จนแล้วจนรอดผ่านมาจะครบขวบปีจากการสร้างวาทกรรม กระชากค่าครองชีพลงมากลายเป็นปล่อยค่าครองชีพขึ้นไป
ไล่มาตั้งแต่ราคาน้ำมัน แม้ว่าการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะแรกของการเป็นรัฐบาล จะช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่กลับทำได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น สุดท้ายต้องกลับมาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ และราคาน้ำมันก็ยังคงแพงเหมือนเดิม
เมื่อราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แน่นอนว่าได้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะราคาพลังงานถือเป็นต้นทุนของสินค้าอุปโภคและบริโภคของประชาชนทุกระดับ ทั้งมหาเศรษฐีหรือคนหาเช้ากินค่ำ เมื่อน้ำมันขึ้นหนีไม่ได้ที่ค่าขนส่งและราคาสินค้าต้องดีดตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
การแก้ปัญหาพลังงานจากรัฐบาล คือ การปรับ “พิชัย นริพทะพันธุ์ออกจากตำแหน่ง รมว.พลังงาน พ้นวงโคจรคณะรัฐมนตรี
ขณะที่การส่งสัญญาณจากรัฐบาลให้ประชาชนเห็นถึงความเอาใจใส่ต่อการแก้ปัญหาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไร้ซึ่งรูปธรรมที่จับต้องได้
เริ่มมาตั้งแต่ “กิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถมควบตำแหน่งเป็นแม่ทัพให้รัฐบาล ประกาศว่าราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น...แต่ถือเป็นสภาวะความเป็นจริงที่ประชาชนต้องปรับตัวรับให้ได้...เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิด
กระทั่งมาถึงท่าทีล่าสุดของ ยิ่งลักษณ์เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ต่อปัญหานี้ ปรากฏว่าถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อรัฐบาลอย่างคาดไม่ถึง
สินค้าราคาแพงสาเหตุมาจาก 2 ส่วน คือข้อมูลที่เก็บจากข้อเท็จจริง และส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกของประชาชน... ผลพวงอุทกภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงเดือน เม.ย.อากาศร้อน และเป็นเดือนที่มีค่าใช้จ่ายมาก เช่น ลูกต้องเรียนหนังสือ


ไม่ต่างอะไรกับการบอกให้ประชาชนต้องทำใจภายใต้มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยไม่มีหลักประกันว่าการจ่ายยาของรัฐบาลจะรักษาถูกโรคทางเศรษฐกิจหรือไม่
การสื่อสารกับสังคมลักษณะนี้ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ประชาชนตั้งคำถามมายังรัฐบาล 2 ข้อใหญ่ ได้แก่ ลอยตัวกับปัญหาหรือไม่และ ปัดความรับผิดชอบหรือไม่
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทนที่จะช่วยแก้ปัญหาแต่เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์หนักขึ้นไปอีก ยิ่งตอกย้ำไม่สามารถทำได้ในสิ่งที่หาเสียงกับประชาชนไว้ เปรียบได้กับว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” หลังจากครั้งหนึ่งเคยบอกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ของแพง แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลก็เป็นลักษณะ “ดีแต่พูดเหมือนกัน
ชี้วัดได้จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เรื่องประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบ 9 เดือนพบว่า นักเศรษฐศาสตร์ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลได้แค่ 3.83 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10
การเลือกบริหารภาพลักษณ์มากกว่าการบริหารสถานการณ์ของนายกฯ กำลังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่กัดกินความมั่นคงของรัฐบาลเอง หลังจากได้สื่อสารกับประชาชนแบบผิดๆ ถูกๆ มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตมหาอุทกภัยเรื่อยมาจนถึงปัญหาเศรษฐกิจ
ถึงนายกฯ จะมีจุดแข็งตรงที่ไม่ลงมาตอบโต้กับฝ่ายค้าน และเล่นบทนางเอกผู้แสนดีแทนนางเอกนักบู๊ ใช่ว่าจะเรียกคะแนนความสงสารได้ตลอดไป ยิ่งปัญหาของแพงที่เป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนยังไม่ได้รับการเยียวยาเร็วเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกฯ ย่อมลดลงมากขึ้นเท่านั้น
ที่สำคัญ “เวทีนิติบัญญัติซึ่งรัฐบาลควรใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการชี้แจงให้ประชาชนรับทราบถึงมาตรการของรัฐบาลผ่านการเปิดโอกาสให้ สส.รัฐบาล หรือฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามสด พบว่าใช้เวลาหมดไปกับเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เวลาที่หมดไปกว่า 10 วัน ฝ่ายค้านได้ฉวยโอกาสใช้เป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เรื่องของแพงแบบออกอากาศให้ประชาชนติดตามแบบข้ามวันข้ามคืน จากคนที่ไม่เชื่อก็กำลังจะเชื่อและคนจากกำลังจะเชื่อก็ได้เชื่อฝ่ายค้าน เพราะค่าครองชีพเป็นความอ่อนไหวและสัมผัสได้ จับต้องได้ของคนทั้งประเทศ
ไม่เพียงเท่านี้ ภาพของการใช้รัฐสภาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญหลายวันที่ผ่านมา ย่อมสร้างให้สังคมมองการทำงานของรัฐบาลว่าการแก้ปัญหาการเมืองสำคัญกว่าการแก้ปัญหาประเทศ
เท่ากับว่าการขยายเวลาปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติออกไปจากวันที่ 18 เม.ย.แบบไม่มีกำหนด เพื่อตอบสนองเกมการเมืองของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น
ความบกพร่องเหล่านี้ อาจจะยังไม่มีผลกระเทือนมายังรัฐบาลโดยตรงในระยะนี้ทันที เนื่องจากรัฐบาลอาจคิดไปเองว่ามีเสียงข้างมากในรัฐสภา ผนวกกับมีคนเสื้อแดงเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ยังไงรัฐบาลก็ไม่มีวันล้ม
อย่างไรก็ตาม เชื่อได้เลยว่านานวันไปจะสะสมพอกพูนจนเป็นภูเขาน้ำแข็ง ที่รัฐนาวายิ่งลักษณ์พุ่งเข้าชนโดยไม่รู้ตัว โดยมีบทเรียนให้เห็นแล้วจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกุมเสียงในรัฐสภามากกว่า 300 เสียง แต่ก็อยู่ไม่ได้จนต้องประกาศยุบสภา
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลต้องเลิกคิดไปเองว่าจะอยู่ได้ท่ามกลางปัญหาของประชาชน

บทวืเคราะห์การเมือง:ไทยโพสย์

แบล็กลิสต์ออกฤทธิ์ออกเดช เรื่อง "ไม่ด่วน" ของรัฐบาลปู
7 May 2555 - 00:00

ข้อกังวลของคณะทำงานภาคเอกชนเพื่อติดตามความคืบหน้าการออกกฎหมายและผลกระทบในการที่ไทยถูกขึ้นบัญชีโดยกลุ่มคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force on Money Laundering : FATF) ให้เป็นประเทศที่มีความบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบในทางปฏิบัติแล้วในวันนี้ ไม่เพียงบ่งชี้ถึงความไม่เอาจริงเอาจังของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการปลดพันธนาการที่เป็นภาพลักษณ์ในด้านลบต่อประเทศชาติบ้านเมือง แต่เป็นการตอกย้ำถึงวาระจัดตั้งของรัฐบาลที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า มีเป้าหมายเร่งรีบเร่งด่วนพาพี่ชายของตัวเองกลับบ้านโดยไม่ใส่ใจต่อระบบนิติรัฐ ด้วยการอ้างนโยบายการปรองดองแห่งชาติเป็นเครื่องมือบังหน้าเท่านั้น
   
ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลปู ถึงปัญหาที่ประเทศไทยถูก FATF จับตาและขึ้นบัญชีติดกลุ่มประเทศสีเทา ว่าจะส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ประเทศและการค้าการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนไม่น้อย  ผ่านมากว่า 2 เดือน นายธวัชชัย ยงกิตติคุณ เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ในประธานคณะทำงานภาคเอกชนเพื่อติดตามความคืบหน้าการออกกฎหมายและผลกระทบในการที่ไทยถูกปรับลดระดับตามเอฟเอทีเอฟ กระตุ้นเตือนอีกครั้งพร้อมกับเปิดเผยว่า ไทยได้เริ่มรับผลกระทบจากการจัดอยู่ในกลุ่มสีเทาแล้ว โดย มีสถาบันการเงินในต่างประเทศบางแห่งสั่งระงับการทำธุรกรรมกับไทย รวมทั้งยังมีสถาบันการเงินต่างประเทศบางแห่งเริ่มขอข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินจากสถาบันการเงินไทยมากขึ้น รวมถึงการค้าขายระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ค้าในต่างประเทศเริ่มไม่แน่ใจว่าควรส่งเงินเข้ามาชำระค่าสินค้าหรือไม่ ทั้งนี้ หากไทยยังไม่ถูกปลดออกจากกลุ่มบัญชีสีเทาภายในเดือน ก.พ.2556 ผลกระทบที่จะติดตามมาในอนาคต อาจเป็นไปได้ว่าคนไทยไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศได้ เพราะสถาบันการเงินในต่างประเทศไม่รับ
   
ประเด็นปัญหานี้ภาคเอกชนที่ต้องกระทำธุรกรรมกับต่างประเทศ ไม่ได้คิดเอง รู้สึกเอง เพราะอากาศร้อน หรือว่าเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เหมือนกรณีปัญหาของชาวบ้านที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพซึ่งทะลุพุ่งพรวดเป็นรายวัน หามาตรฐานความแน่นอนไม่ได้อย่างแน่นอน ฉะนั้น สถานภาพที่ประเทศไทยมีป้าย "แบล็กลิสต์" แปะหน้าผาก เมื่อติดต่อธุรกิจในต่างประเทศทั่วโลก จึงต้องถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาลโดยตรง และคงจะยอมรับไม่ได้อีกต่อไป หากรัฐบาลจะเล่นบทบาทถนัดเอาสีข้างเดินแบบลูกปูแม่ปู แล้วตั้งกำแพงเล่นสงครามน้ำลายเหมือนเล่นการเมืองในสภาว่า "FATF ไม่ใช่พ่อ" เพราะผลลัพธ์ของการมุ่งเน้นใช้อำนาจในฐานะฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมากในรัฐสภากอบโกย สร้างฐานอำนาจให้แก่พรรคพวก ผ่านกระบวนการชำเราแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เป็นต้นเหตุสำคัญ ทำให้รัฐบาลและรัฐสภาไม่มีเวลาไปใส่ใจกับปัญหาคอขาดบาดตายในมุมของเศรษฐกิจระดับชาตินั่นเอง
     
ถ้อยแถลงของพ.ต.อ.ดร.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า คณะทำงานได้วางแนวทางเพื่อการปลดแอกแบล็กลิสต์ไว้แล้ว  4 ประการ ได้แก่ 1.ยกร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย 2.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 3.เร่งรัดดำเนินการเพื่อให้สามารถประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า และ 4.เร่งรัดปรับปรุงโครงสร้างและอัตรากำลังของสำนักงาน ปปง. ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ล้วนเป็นบริบทที่ฟ้องบอกได้อย่างดีว่า หากรัฐบาลไม่มัวแต่ยัดเยียดเวลาให้รัฐสภาไปดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตนของพรรคและพวกแล้ว ข้อกังขาของ FATF ต่อความไม่จริงใจของการแก้ปัญหาการก่อการร้ายและการฟอกเงิน ก็คงจะบรรเทาเบาบางและได้รับความเชื่อถือว่า ประเทศไทยมีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะให้ความร่วมมือเพื่อสันติสุขและความสงบของสังคมโลก
   
สัญญาณที่บอกเตือนจากภาคเอกชนในกรณีนี้ อาจจะไม่อยู่ในสายตาของรัฐบาลเฉพาะกิจที่มาเพื่อทวงคืนอำนาจให้กับผู้ได้ชื่อว่าเป็น "นายใหญ่" หรือนายกรัฐมนตรีตัวจริง แต่ประเด็นปัญหานี้จะเป็นเสมือน "ใบเสร็จ" ที่ประจานรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตราบนานเท่านานแน่นอน หากสุดท้ายประเทศไทยหนีไม่พ้นวังวนของแบล็กลิสต์ที่มีกำหนดเส้นตายในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 นอกจากนั้นยังจะเป็น ซตพ.ที่ตอกย้ำว่า ปูนิ่มคิดไม่เป็นว่าอะไรเป็นวาระเร่งด่วน  แยกแยะไม่ได้ว่า เพื่อชาติกับเพื่อไทยนั้น แตกต่างกันอย่างไร.

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์การเมือง:เดลินิวส์

เผด็จการรัฐสภา ไม่ใช่แค่บุคคลแต่เป็นระบอบ !
เมื่อห้าทุ่มครึ่งคืนวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2555 ในประการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 วาระ 2 ช่วงก่อนจะลงมติมาตรา 291/6 คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นประท้วงประธานรัฐสภาอย่างแข็งกร้าวแล้วเอ่ยคำ ๆ หนึ่งที่น่าจะนำมาพิจารณากัน ณ ที่นี้
      
        เผด็จการรัฐสภา
      
       ระยะหลัง ๆ นี้คำว่า เผด็จการรัฐสภากลายเป็นวาทกรรมที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยเป็นพิเศษในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภา ผมได้ยินจัง ๆ ครั้งแรกก็จากคุณกรณ์ จาติกวณิชในช่วงการพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดการเงิน 4 ฉบับ
      
       พรรคประชาธิปัตย์พุ่งเป้าโจมตีไปที่คุณทักษิณ ชินวัตร
      
       เช่นเดียวกับครั้งหนึ่งเมื่อวันพุธที่ 8 มิถุนายน 2548 คุณเสนาะ เทียนทองก็อภิปรายในทำนองเดียวกันแม้จะไม่ได้เอ่ายคำว่าเผด็จการรัฐสภาออกมาตรง ๆ ก็ตาม
      
       เช่นกัน เป้าหมายโจมตีเมื่อเกือบ 6 ปีก่อนก็เป็นคุณทักษิณ ชินวัตรคนเดียวกันนี้แหละ
      
       ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย
      
       ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็จะยกข้อถกเถียงด้วยประเด็นง่าย ๆ เดิม ๆ ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ส.ส.ข้างมากในสภาก็มาจากการเลือกตั้ง จะมาบอกว่าเป็นเผด็จการได้อย่างไร บ้าหรือเปล่า ปะปนกันหรือเปล่า อคติเกินไปหรือเปล่า จะเอาอะไรกันแน่ ฯลฯ
      
       ส่วนผู้ที่เห็นด้วยนั้น ก็มีวิธีให้เหตุผลแตกต่างกันออกไป
      
       มีบ้างที่ยกตัวบุคคลขึ้นมากล่าวถึง โดยเฉพาะคุณทักษิณ ชินวัตร แต่ก็มีบ้างที่พูดถึงระบอบ หรือภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า regime
      
       ผมเองเป็นส่วนหนึ่งในผู้ที่เห็นด้วยประเภทหลัง
      
       
ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ ชินวัตร หรือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือใครก็ตาม ระบอบการเมืองที่ดำรงอยู่ก็คือเผด็จการรัฐสภา
      
       เรา คนไทยทั้งหลาย อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการรัฐสภามานานแล้ว !

      
       ระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาในยุคปัจจุบันนี้ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ที่ถือว่าพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรย่อมได้เป็นรัฐบาล ทำให้การบริหารประเทศอยู่ในลักษณะเผด็จการรัฐสภาโดยอัตโนมัติ เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรจะไม่มีทางชนะรัฐบาลในการลงคะแนนเสียงเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายและมติสำคัญอื่น ๆ ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีหลักการของรัฐธรรมนูญบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง และมติพรรคการเมืองต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นอาจถูกขับออกจากพรรคการเมืองได้ จะมีผ่อนคลายลงบ้างก็ในรัฐธรรมนูญ 2550
      
       
บทบัญญัติตามลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่ารัฐสภาควบคุมการบริหารของรัฐบาลจึงผิดไปจากความเป็นจริง
      
       เพราะรัฐบาลกับเสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียวกัน !

      
       นี่คือธรรมชาติของระบบรัฐสภายุคปัจจุบันที่ภาษาวิชาการเรียกว่าระบบรัฐสภาอำนาจเดี่ยว หรือ Monist คือเป็นระบบที่การใช้อำนาจในองค์กรบริหารและในองค์กรนิติบัญญัติตกอยู่กับกลุ่มบุคคลเดียวกัน
      
       ในทางวิชาการนั้น ระบบรัฐสภาวิวัฒนาการมาเป็นระยะยาวนับร้อยๆ ปี โดยอาจแยกเป็น 2 ระยะ
      
       ระบบรัฐสภาอำนาจคู่ หรือ Dualist
      
       ในระยะแรกเป็นรูปแบบที่สภาผู้แทนราษฎรคือองค์กรที่ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกควบคุมการทำงานของรัฐบาลซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่ลายลักษณ์อักษร พระมหากษัตริย์ยังคงมีอำนาจอยู่ แต่เริ่มถูกตรวจสอบและถ่วงดุล ระบบรัฐสภาดั่งว่าจึงมีกลไกถ่วงดุลอำนาจที่แท้จริงระหว่าง 2 องค์กร โดยองค์กร 2 องค์กรต่างฝ่ายต่างควบคุมซึ่งกันและกัน
      
       ระบบรัฐสภาอำนาจเดี่ยว หรือ Monist
      
       เพิ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาประมาณ 100 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะการถือกำเนิดขึ้นของพรรคการเมือง และระบบพรรคการเมือง พร้อม ๆ กับการเสื่อมถอยอำนาจลงเรื่อย ๆ ของพระมหากษัตริย์ กฎเกณฑ์ใหม่ที่เกิดขึ้นคือพรรคการเมืองที่ควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ให้เข้ามาเป็นรัฐบาล ความเข้าใจที่ว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่ควบคุมรัฐบาลจึงไม่ถูกต้อง เพราะทั้งรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรได้กลายมาเป็นองค์กรเดียวกัน
      
       ข้อเท็จจริงประการนี้แหละที่ทำให้การปกครองระบบรัฐสภารูปแบบเดียวกันมีผลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
      
       อย่างน้อยมีปัจจัยอยู่ 3 ประการที่เป็นเงื่อนไขส่งตรงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบ
      
       
ปัจจัยที่หนึ่ง เงื่อนไขกลไกการบริหารของประเทศนั้นๆ ที่อยู่นอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร
      
       ปัจจัยที่สอง เงื่อนไขพฤติกรรมของนักการเมือง และ/หรือพรรคการเมือง ของประเทศนั้นๆ
      
       ปัจจัยที่สาม เงื่อนไขความเอาใจใส่และมาตรฐานทางการเมือง และ ฯลฯ ของสื่อมวลชน และของประชาชนโดยทั่วไป กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสภาพการณ์ทางสังคมวิทยาการเมือง หรือ Political Sociology นั่นเอง

      
       ระบบรัฐสภาไทยลอกแบบมาจากระบบรัฐสภาอังกฤษ เหตุไฉนผลที่ได้ไม่เหมือนกัน ก็ต้องพิจารณาจาก 3 ปัจจัยข้างต้นโดยละเอียด
      
       เผด็จการรัฐสภาไม่ใช่เรื่องใหม่
      
       เผด็จการรัฐสภาเป็นผลโดยธรรมชาติ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่ได้ดีหรือเลวโดยตัวของมันเอง
       นักวิชาการกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะกลุ่มนักกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้นยุโรป รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นอย่างดีมาตั้งแต่อย่างต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประมาณปี 2488 หรือเกือบ 60 ปีมาแล้ว จึงได้พยายามอุดช่องโหว่หรือขจัดจุดอ่อนของระบบรัฐสภากันอย่างเต็มกำลัง
      
       ด้วยสิ่งที่เรียกว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ที่ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมต่อไป
      
       บทบัญญัติรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ได้รับการนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นจำนวนมาก นักวิชาการกฎหมายมหาชนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าจะเยียวยาโรคเผด็จการรัฐสภาได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม เพราะยังคงบทบัญญัติบังคับให้ผู้สมัครสมาชิกสถาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง ในขณะที่ไปมีมาตรการเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
      
       นอกจากจะเยียวยาไม่ได้ผลแล้ว ยังไปช่วยทำให้ โรคเผด็จการรัฐสภาออกอาการรุนแรงยิ่งขึ้นเสียอีก จนทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
      
       การรักษาโรคเผด็จการรัฐสภาไม่ง่าย ที่ยากที่สุดก็คือความเชื่อของประชาชน
      
       เผด็จการรัฐสภานั้นไม่สลายไปง่าย ๆ เพียงเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หรือรัฐประหารแล้วนำระบอบเผด็จการทหารมาแทนที่
      
       แต่จะชี้ขาดด้วย 3 ปัจจัยดังกล่าวมาข้างต้น
      
       (1) กลไกการบริหารนอกเหนือรัฐธรรมนูญ, (2) พฤติกรรมของนักการเมือง และ (3) ความเอาใจใส่และมาตรฐานทางการเมืองของสื่อมวลชนและประชาชน
      
       ท่านผู้อ่านช่วยผมประเมิน 3 ปัจจัยนี้ของประเทศไทยหน่อยได้ไหม ?

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์การเมือง:โพสต์ทูเดย์

111...เพิ่มความแข็งแกร่ง เพิ่มแรงกระเพื่อม
  • 03 พฤษภาคม 2555 |
มองข้ามช็อตไปหลังสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษแบนทางการเมือง !!!
การปรับ ครม.ปู 3” เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญกับการ ยกเครื่องดึงอดีตรัฐมนตรีมือดียุคไทยรักไทยมา เสริมกระดองปูดึงคะแนนให้รัฐบาลที่เวลานี้กำลังสะบักสะบอมกับปัญหาของแพง และนโยบายเศรษฐกิจที่ตุปัดตุเป๋ ไร้เสถียรภาพ
แม้แต่บทวิเคราะห์ล่าสุดจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ยังมองว่าการกลับมาร่วมงานกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยของสมาชิก 111 ที่จะพ้นโทษแบนสิ้นเดือน พ.ค.นี้ จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น และหลายคนจะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้
ดังนั้น ภาพการปรากฏตัวของบ้านเลขที่ 111 ในงานฟุตบอลกระชับมิตร 4 เส้า ที่สนามเทพหัสดิน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่พวกเขาจะพ้นพันธนาการทางการเมืองในอีกไม่กี่สัปดาห์ จึงคล้ายเป็นสัญญาณของการออกมา อุ่นเครื่องข้างสนามคอยจังหวะเปลี่ยนตัว
สอดรับกับเงื่อนเวลาตาม สัญญาใจที่หล่อเลี้ยงความหวังบรรดาแคนดิเดตซึ่งมีคิวยาวเป็นหางว่าว ว่าจะมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยน เก้าอี้ดนตรีกันทุกๆ 6 เดือน

หากนับจากการปรับครม.ปู 2” เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา การปรับ ครม.รอบต่อไปน่าจะเป็นช่วง พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งเป็นไปตามกระแสข่าวที่ว่ากันว่าจะเป็นการปรับเล็ก 2-3 ตำแหน่ง
ลึกๆ แล้ว ประเมินกันว่าการปรับ ครม.รอบใหม่นี้ จะดึงเวลาเพื่อรอดูท่าที อภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านเตรียมจ้องถล่มตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสมัยทั่วไป 1 ส.ค. เนื่องจากติดเงื่อนไขไม่สามารถยื่นอภิปรายได้ในสมัยประชุมนิติบัญญัติที่ผ่านมา
การปรับ ครม.หนีการอภิปรายเป็นเทคนิคที่รัฐบาลนิยมใช้ในการลดแรงเสียดทานจากศึกซักฟอก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องรอดูให้รอบคอบจะได้ประเมินออกว่าจะเป็นใหญ่ทีเดียว หรือปรับเล็กไปพลางๆ ก่อน
เวลานี้กลุ่มก๊วนต่างๆ จึงเริ่มวิ่งกันฝุ่นตลบ !!!
ไหนจะต้องออกมาปกป้องโควตากลุ่มตัวเอง ไหนจะต้องตีกันกลุ่มก๊วนอื่นๆ ไหนจะต้องมาแบ่งโควตาที่มีอยู่น้อยแล้ว ให้กับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่จะฟื้นคืนชีพอีก ยิ่งทำให้เก้าอี้รัฐมนตรีทีมบี ทีมซี ลดน้อยลงไป
จับอาการจากสุนัย จุลพงศธรมองว่าการปรับทัพดึงรัฐมนตรีทีมเอกลับมาทำหน้าที่ต้องรอดูจังหวะว่าช่วงไหน จำเป็นจะเผด็จศึกหรือไม่ โดยเห็นว่าควรรอ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ผ่านการพิจารณาของสภาก่อนค่อยเปลี่ยนตัวกัน
ไม่ต่างจากหลายเสียงสะท้อนเวลานี้ ที่อยากให้ปรับ ครม.อีกรอบในกลุ่มแคนดิเดตที่มีอยู่ ก่อนสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะออกมาแบ่งโควตา
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เก้าอี้ที่มีจำกัด ไม่เพียงพอต่อแคนดิเดตว่าที่รัฐมนตรีที่คิวยาวเป็นหางว่าว ย่อมสะเทือนก่อเป็นคลื่นใต้น้ำที่รุมเร้ารัฐบาลรอวันปะทุอีกระลอก
ส่องดูรายชื่ออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ยังมีหลายกลุ่ม หลายเกรด แม้หลายคนจะมีความรู้ความสามารถ แต่กลุ่มตัวเต็งที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีรอบต่อไป ถูกตีวงไว้ที่สมาชิกภาพที่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่คิดตีชิ่งในยุคพรรคตกระกำลำบากหลังรัฐประหาร รวมทั้งจะต้องเป็นกลุ่มที่ไม่มีเสียงต้านเสียงค้านจากภายในพรรค
ตัวเก็งอันดับแรกๆ อาทิ พงศ์เทพ เทพกาญจนา ภูมิธรรม เวชยชัย พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล โภคิน พลกุล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จาตุรนต์ ฉายแสง กระทั่งน้องรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จึงน่าจะเป็นล็อตแรกที่ได้เข้ามาเสริมทีมรัฐบาลหากมีการปรับ ครม.
แน่นอนว่าระดับอดีตรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทยที่เคยบริหารรับผิดชอบกระทรวงเกรดเอมาโดยตลอด หากจะเข้ามาร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ย่อมไม่อาจไปนั่งกระทรวงเกรดบี เกรดซี ได้ ขณะที่เก้าอี้ในกระทรวงเกรดเอ ปัจจุบันก็ยังเหนียวแน่นไม่น้อย
ทางออกที่เป็นไปได้เวลานี้จึงอาจค่อยๆ ผ่องถ่ายด้วยการดันไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ หรือดำรงตำแหน่งอื่นๆ รอจังหวะไปก่อน
ถัดมาที่กลุ่มซึ่งมีแรงต้านประปรายในพรรคด้วยข้อหาไม่ได้ฟันฝ่าอุปสรรคกับพรรคมาตั้งแต่ต้นอย่าง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เป็นตัวเลือกรองตามมา
ทว่าที่ถูกจับตามากที่สุด อนุทิน ชาญวีรกูล-เนวิน ชิดชอบ อดีตตัวแปรสำคัญที่แยกตัวไปร่วมกับประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแม้ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ จะเปิดทางไว้ แต่หลายเสียงยังออกมาดักคอด้วยข้อครหาเรื่องทรยศหักหลังที่ทำให้การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งเป็นไปได้ยาก
ย้อนดูรัฐมนตรีเวลานี้หลายตำแหน่งก็รู้ตัวดีว่าไม่อาจต้านทานกระแสปรับ ครม.ได้ ไม่ว่าจะเป็น จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่เข้ามาคุมเก้าอี้ รมว.คมนาคม แบบไม่คาดคิดเพราะต้องการสยบปมปัญหาขัดแย้งภายในของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต หรือเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ ของ สุชาติ ธาดาธำรงเวช หรือเก้าอี้ มท.1 ของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ล้วนแต่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะกับผลงานที่ไม่เข้าตาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ปรับ ครม.รอบนี้นอกจากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากบ้านเลขที่ 111 อีกส่วนหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องใช้หนี้ให้กับ เสื้อแดงโดยเฉพาะ จตุพร พรหมพันธุ์ซึ่งตกค้างจากปรับ ครม.รอบที่แล้ว
แรงกระเพื่อมที่เริ่มก่อตัวจากกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคเพื่อไทยเวลานี้ จึงเป็นอีกปัจจัยอันตรายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มองข้ามไม่ได้

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์การเมืองไทย:ข่าวสด

ปรองดอง สมานฉันท์ / รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร / ต้องยืนหยัดและยืนยัน
ปรองดอง สมานฉันท์รัฐบาล  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ต้องยืนหยัดและยืนยัน


 มีความเห็นแตกต่างกันเป็นอย่างมากในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์ เพียงแค่ข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำรองนายกรัฐมนตรีเข้ารดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

 ก็ปรากฏมุมมองที่สรุปไปคนละทีป อย่างน่าพิศวง

 อดีตนักรัฐประหารอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อาจมองด้วยความหวัง เช่นเดียวกับ นักประสาน 10 ทิศอย่าง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

 แต่จากมุมของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หงุดหงิด

 เป็นความหงุดหงิดและไม่พอใจในระนาบเดียวกันกับแกนนำฮาร์ดคอร์บางกลุ่ม บางฝ่ายจากคนเสื้อแดง

 ถึงกับบางคนยกเอาการตายของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด มาเป็นอุทาหรณ์

 ขณะที่กล่าวสำหรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นว่า คนอย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ต่างหากที่ควรเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์และรดน้ำดำหัว

 บ่งชี้ว่าหนทางปรองดองยังอยู่อีกยาวไกล

 บางคนที่เคยศึกษาบทเรียนการปรองดองในต่างประเทศ ยกตัวอย่างจากกรณีของ เนลสัน แมนเดล่า แห่งแอฟริกาใต้มาให้พิจารณา

 เมื่อ เนลสัน แมนเดล่า เสนอแนวทางปรองดอง ก็ถูกต่อต้าน คัดค้าน

 ไม่เพียงแต่จากกลุ่มขวาจัดผิวขาวซึ่งครองอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน หากแม้กระทั่งจากคนผิวสีด้วยกัน

 บางคนประณามว่าเป็นแนวทางยอมจำนน

 เหตุเพราะคนผิวสีเหล่านี้ต่อสู้ด้วยอาวุธมาอย่างยาวนาน และเห็นว่ามีแต่หนทางต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเท่านั้นที่จะสามารถเอาชนะได้อย่างแท้จริง หนทางการเจรจา หนทางปรองดองมีแต่พลัดหล่นไปในหลุมบ่อที่อีกฝ่ายขุดเอาไว้

 ผลปรากฏว่า แนวทางของ เนลสัน แมนเดล่า ถูกต้อง

 ณ กาลปัจจุบัน ไม่มีใครฟันธงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่า การเสนอแนวทางปรองดองของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะถูกต้องและประสบผลสำเร็จหรือไม่

 ต้องดูกันอีกนาน

 แต่ที่แน่นอนอย่างที่สุด ไม่ว่าการสำรวจจากสำนักโพลใดมีความเห็นตรงกันว่า ประชาชนเบื่อหน่ายความขัดแย้ง แตกแยก อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ตั้งแต่ปี 2549 เป็นอย่างสูง

 เห็นว่าเป็นปัจจัยฉุดรั้งประเทศไม่ให้เดินไปข้างหน้าได้

 ความเห็นนี้ต่างหากที่สำคัญ ความเห็นนี้ต่างหากที่ทรงความหมาย หากว่าแพร่กระจายกลายเป็นความรู้สึก ร่วมŽ ในทางสังคม กระทั่งกลายเป็นความปรารถนาอันตรงกัน

 นี่เท่ากับยืนยันแนวทางของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องยืนหยัดและยืนยันความถูกต้องของแนวทาง

 ทางหนึ่ง ด้วยการเดินหน้าและยื่นมือแห่งความปรองดองไปอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ทางหนึ่ง อาศัยการยืนหยัดนี้เป็นเครื่องยืนยันและอธิบายให้เป็นที่กระจ่างและความเข้าใจร่วมกัน

 ทางหนึ่ง กับพวกเดียวกัน อีกทางหนึ่ง กับฝ่ายตรงกันข้าม