วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์การเมืองไทย:มติชน

ปรองดอง-รธน.-ปรับครม. หักมุมสู่ความขัดแย้ง สะท้อนจุดโหว่"บริหารการเมือง"
ขยายปมโดยสม  มมร.
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ดูเหมือนว่าความสนใจของผู้คนเริ่มเปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนจากความสนใจในผลงาน "การบริหารงาน" ของรัฐบาล กลับกลายเป็นความสนใจปัญหา "การเมือง"

ทั้งการเมืองในรัฐสภา และการเมืองนอกรัฐสภา!

เมื่อความสนใจเปลี่ยนจาก "การบริหาร" ซึ่งเป็นจุดแข็งของรัฐบาล กลายเป็นสนใจปัญหา "การเมือง" ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้

ทำให้รัฐบาลผสมพรรคเพื่อไทยที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ อย่าลืมว่าปูมหลังการเมืองไทยในขณะนี้ มีความขัดแย้งระหว่างคน 2 กลุ่มเป็นแรงผลักดัน และท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวทำให้รัฐบาลแต่ละชุดถูกกดดันให้สร้างความปรองดองแก่ประเทศให้ได้

รวมทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย!

ดังนั้น การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเดินเกมรุกด้วยการใช้ "การบริหาร" นำ "การเมือง" คือการใช้ "การทำงาน" แทน "ความขัดแย้ง" นั้น จึงได้รับการยอมรับขึ้นเรื่อยๆ

แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยผลักดันร่างพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... ยุทธศาสตร์ "การบริหาร" นำ "การเมือง" กลับตาลปัตรกลายเป็น "การเมือง" นำ "การบริหาร"

จึงทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็วและชัดเจน

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มิได้เป็นความขัดแย้งระหว่าง "เสื้อเหลือง" กับ "เสื้อแดง" เท่านั้น หากแต่ยังเป็นความขัดแย้งกันในพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยด้วย

ทั้งนี้ เพราะภายในพรรคเพื่อไทยมีความหลากหลาย มีสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีทีมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล มีกลุ่มแกนนำภายในพรรค และมีกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงที่เข้ามาร่วมอยู่กับพรรคเพื่อไทยด้วย

ดังนั้น เมื่อผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มการเมืองต่างๆ จึงเคลื่อนไหว

แรงเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง อันมีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้วย

ยิ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระที่ 3 ออกไปก่อน เพื่อรอการวินิจฉัยคำร้องว่าการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 นั้น เป็นการ "ล้มล้าง" การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนโดยตรง แทนที่จะรับผ่านอัยการสูงสุดตามข้อความในมาตรา 68 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ทำให้เกิดข้อแคลงใจสงสัย

เป็นข้อสงสัยที่มีปมความขัดแย้งทาง "การเมือง" เป็นแรงหนุน

จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่เมื่อเกิดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งห้ามรัฐสภาโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 กลุ่มคนเสื้อแดงออกมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากแรงกระเพื่อมเรื่อง "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง"

แรงกระเพื่อมดังกล่าวมิได้สร้างประโยชน์แก่รัฐบาล ในทางตรงข้ามอาจกล่าวได้ว่าแรงกระเพื่อมทางการเมืองกลับบดบังการทำงานของรัฐบาลไปเสีย

แรงกระเพื่อมทางการเมือง ทำให้ผลการประชุมเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ภาคเอเชียตะวันออก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ถูกกลบลบหายไปจากข่าวสารการบ้านการเมือง

แรงกระเพื่อมทางการเมือง ทำให้ผลการปฏิบัติงานของรัฐบาลทั้งการทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงเอาไว้ และการสะสางปัญหาเช่นการฟื้นฟูเศรษฐกิจและฟื้นฟูประเทศไทยหลังเกิดมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่แล้วถูกลืมเลือน

นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงอีกหลายฉบับที่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญ ต้องรอค้างเติ่ง เพราะมีความขัดแย้งเรื่องคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่เบรกลงมติในวาระ 3 เข้ามาแทนที่

แรงกระเพื่อมทางการเมืองต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลต่อผลงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ แรงกระเพื่อมทางการเมืองที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริหารงานทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยว่ายังมีจุดโหว่ที่ต้องปรับปรุง

เพราะขณะที่ "การเมือง" มีความขัดแย้ง แต่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลกลับไม่สามารถชะลอความขัดแย้งได้

ดังที่ปรากฏว่า ขณะที่ปัญหาการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... ยังอยู่ระหว่างการแก้ไข ปัญหาการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้น และมีทีท่าว่าอาจจะกระทบถึงพรรคเพื่อไทยหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 68

และขณะที่ปัญหา "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง" ยังไม่แก้ ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญประดังเข้ามา

ข่าวคราวการปรับคณะรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลก็ปะทุขึ้นอีก

การปรับคณะรัฐมนตรีคือการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีในรัฐบาล การปรับคณะรัฐมนตรีทุกครั้งย่อมมีแรงกระเพื่อมทางการเมือง

เท่ากับว่า การปรับคณะรัฐมนตรีจะเป็นมรสุมการเมืองลูกที่สามที่พร้อมซัดเข้าใส่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล

และน่าสังเกตว่า จากมรสุม 3 ลูก คือ "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง" การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปรับคณะรัฐมนตรี มีเพียงปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่เกิดขึ้นจากฝีมือบุคคลที่ไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทยและคนของรัฐบาล

ส่วน "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง" และการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลทั้งสิ้น

คำถามก็คือว่า แล้วทำไมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจึงต้องสร้างมรสุมการเมืองเข้ามาซัดใส่ตัวเอง

หรือเป็นเพราะการบริหารการเมืองของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลกำลังมีปัญหา?




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น